Half Twins ตอน เธอเปลี่ยนไป
posted on 28 Aug 2009 08:33 by nukrob in Writingห่างหายจากนิยายตัวเองมานาน แปะหน่อยละกันเนอะ

ผมคงยังไม่เคยบอก ว่าหลังจากเหตุการณ์เรื่องของหินปิศาจ ที่ทำเอาทั้งโรงเรียนตื่นตระหนกไปพักใหญ่ ทวยะก็กลายเป็นคนดังขึ้นมา
โดยเฉพาะสาวๆ ยิ่งดูเหมือนจะสนใจเขาเป็นพิเศษ
และเนื่องจากผมเป็นคนใกล้ชิดทวยะที่สุด ผมจึงได้รับการไหว้วานจากสาวๆ หลายคน ให้ช่วยเป็นไปรษณีย์รับส่งจดหมายและของขวัญ
...นี่ถ้าผมคิดค่าบริการ ก็คงตั้งตัวได้เลยทีเดียว
ผมไม่เข้าใจสาวๆ พวกนี้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงได้มาหลงไหลในตัวรูมเมทของผมนัก ทั้งที่บางครั้งเขาก็เงียบขรึมจนเหมือนอยู่คนเดียวในโลก และในบางครั้งก็ขี้แกล้งจนผมเองแทบอยากจะย้ายหนีออกจากห้อง
ถูกแล้ว เขาเป็นคนมีสองบุคลิก ซึ่งทั้งสองบุคลิกนี้คือคนสองคน...คือฝาแฝดที่อยู่ในร่างเดียวกัน
ส่วนถ้าจะบอกว่าบุคลิกไหนเป็นทวยะตัวจริง ผมก็คงบอกไม่ได้ เพราะทั้งสองคนนี้ผลัดกันโผล่ออกมาได้ทุกสถานที่ทุกเวลา โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
จากตรงนี้ คงพอจะอนุมานได้ถึงสาเหตุที่ทำให้รูมเมทของผมเป็นที่ป๊อปปูล่าหมู่นักเรียนหญิง ว่าคงไม่ใช่แค่เพราะหน้าตา แต่เป็นเพราะความลึกลับในตัวเขามากกว่า
...ความลึกลับ ที่แม้แต่ผมเองคิดแล้วยังสยอง
###
"ไทวะ" นภวรรณทักขึ้นในระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนของบ่ายวันหนึ่ง เธอเรียนห้องเดียวกับผม และเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับรุจยา สาวสวยประจำห้อง ถึงเธอจะไม่ได้สวยสะดุดตาเท่ารุจยา แต่เธอก็น่ารักในแบบของตัวเอง และยังว่าเรียบร้อยที่สุดในบรรดาสาวๆ ที่ผมรู้จักอีกด้วย
ถึงผมเรียนอยู่ห้องเดียวกันกับนภวรรณ แต่ผมก็ไม่ได้สนิทกับเธอและเพื่อนๆ ของเธอนัก ดังนั้น ผมจึงรู้สึกแปลกใจ ที่จู่ๆ สาวเรียบร้อยอย่างนภวรรณจะเข้ามาทักผม
"เธอเป็นรูมเมทของทวยะใช่มั้ย"
คำถามนี้ทำให้ผมอึ้งไปหลายวินาที ก่อนจะพยักหน้าตอบ...เธอคงไม่ได้จะบอกผมใช่มั้ย ว่าเธอชอบทวยะด้วยอีกคน
นภวรรณไม่ได้บอกผมเช่นนั้นก็จริง แต่ในมือของเธอมีซองจดหมายสีเหลืองอ่อน ที่มีลายเป็นรูปริบบิ้นสีชมพูน่ารัก พร้อมปิดผนึกอย่างดี
"ฝากให้ทวยะด้วยนะ" เธอบอก พลางยื่นจดหมายให้ เมื่อผมยื่นมืออกไปรับ เธอก็กล่าวขอบคุณ แล้วยิ้มเขิน จากนั้นก็หันหลัง แทบจะวิ่งกลับไปยังกลุ่มเพื่อนๆ ที่รอลุ้นอยู่ด้านหลังเลยทีเดียว
...แน่นอนที่สุด เธอชอบทวยะ
###
ด้วยเหตุนี้ ระหว่างนั่งรอทวยะกลับมาที่ห้อง ผมจึงมานั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือ ดึงซองจดหมายออกมาจากกระเป๋า มองแล้วมองอีก ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะส่งมันให้ผู้รับดีหรือไม่ เพราะถ้าส่งไป ผลที่ได้ก็คงเป็นเหมือนจดหมายฉบับอื่นๆ...ถูกทิ้งลงถังขยะ หรือไม่ก็ถูกไฟเขียวๆ ในมือทวยะ เผาจนไม่เหลือเถ้า
"อะไรน่ะ" เสียงกระซิบเล็กๆ ที่ดังขึ้นทางด้านหลัง ใกล้ๆ ต้นคอผม ทำให้ผมต้องสะดุ้งสุดตัว จนแทบตกจากเก้าอี้
"เดฟี่!"
ใช่แล้ว นั่นคือยายภูตบ้า ตัวเท่าเด็กสามขวบ ที่ระยะนี้โผล่มาป่วนผมอยู่บ่อยๆ รู้ก็รู้ว่าผมกลัว เธอก็ยังชอบหยอกโดยการโผล่ออกมาเงียบๆ ให้ผมตกใจเล่น สักวันผมคงต้องหัวใจวายเพราะยายนี่
"โผล่มาทำไมเนี่ย ไปหาคนอื่นบ้างได้มั้ย" ผมโอด
"ช่วยไม่ได้ ก็นายเป็นคนเดียวที่เห็นฉันนี่" ยายภูตบอก
"งั้นก็ไปหาทวยะสิ"
"ไม่เอา หมอนั่นไม่ใช่คนแบบนายซะหน่อย" เดฟี่ให้เหตุผล จากนั้นจึงลอยผ่านตัวผมมาให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังเล่นๆ ก่อนจะหยิบเอาซองจดหมายในมือไปดื้อๆ
"เฮ้ๆ นั่นไม่ใช่ของเธอนะ จะทำอะไรก็ขออนุญาตเจ้าของก่อนสิ" ผมปราม
"ไม่จำเป็นหรอกน่า เดี๋ยวหมอนั่นก็โยนทิ้งอยู่ดี" เธอว่า พลางพลิกซองไปมา และด้วยพลังของภูต เธอจึงล้วงหยิบจดหมายออกมาอ่านได้ โดยที่ไม่ต้องฉีกซองเลย
ยายภูตเดฟี่อ่านข้อความในจดหมายออกมาดังๆ แต่เพื่อเป็นการเคารพต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของคนส่ง ผมจึงไม่บันทึกไว้ที่นี้ เอาเป็นว่า เมื่อยายเดฟี่อ่านจบ เธอก็หัวเราะคิกออกมา
"พวกผู้หญิงพวกนั้นตลกดีแฮะ ไม่คิดว่าในโลกนี้จะมีคนคิดทำอะไรหวานเลี่ยนแบบนี้อยู่"
"พอรึยัง พอแล้วก็เอาคืนมา" ผมบอก ยายภูตตัวยุ่งจึงยื่นจดหมายกับซองแยกคืนมาให้ ผมรับมาทั้งสองอย่าง แล้วก็ต้องร้องออกมา
"เฮ้ย! แล้วนี่จะเก็บเข้าซองยังไงล่ะเนี่ย"
"โวยวายอะไร ไทวะ" เสียงทวยะดังขึ้นที่ด้านหลัง ทำให้ผมต้องสะดุ้งอีกรอบ หันไปมองรูมเมทของผม แล้วมองที่ประตูห้องด้วยสายตาฉงนฉงาย
"นายเข้ามายังไงไม่เป็นประตูวะ"
ทวยะยิ้มที่มุมปาก แววตาร้ายๆ มีประกายวิบวับ ซึ่งเป็นสิ่งเตือนให้ผมระวังเขาไว้ เพราะเขากำลังอยู่ในบุคลิกไอ้วายร้ายขี้แกล้ง
"ให้ผีพาทะลุผนังเข้ามา" เขาบอกเสียงเย็น ทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว
"เมื่อกี้โวยวายอะไรล่ะ แล้วในมือนั่นคืออะไร" ทวยะเริ่มสอบสวน พลางเดินไปทิ้งตัวนอนลงบนเตียง
"เอ่อ..." ผมมองจดหมายที่แยกจากซองที่ปิดอยู่ในมือ แล้วหันมองหาเดฟี่ ทว่ายายภูตบ้าหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ทิ้งให้ผมรับชะตากรรมอยู่คนเดียว "จดหมาย...ของนาย" ผมบอก พร้อมกับยื่นของในมือส่งให้
ทวยะรับจดหมายกับซองไป ด้วยสีหน้านิ่งเฉย ทว่าสายตาที่หรี่มองจดหมายนั้นเยียบเย็นจนน่ากลัว
"เอ้อ ฉัน...ไม่ได้อ่านนะ ยาย...ยายเดฟี่..."
"ฉันรู้แล้ว!" ทวยะกระแทกเสียงตอบ "ลักษณะนี้น่ะ ไม่มีทางเป็นฝีมือนายไปได้หรอก"
ว่าจบ ไฟสีเขียวก็ลุกพรึบจากมือของเขา ลามไปทั่วจดหมายโดยเร็ว ไม่นาน กระดาษทั้งแผ่นก็หายไปไร้ร่องรอย
"เดฟี่" ทวยะลากเสียงเย็น "จะออกมาดีๆ หรือจะให้ลากคอออกมา"
ไม่ต้องเดาเลย ต้องมีการทำโทษเกิดขึ้นแน่ๆ
"นับหนึ่ง..." ทวยะพูดพลางยกนิ้วชี้ขึ้นนับ
"นับสอง..." นิ้วกลางถูกชูกขึ้นมาสมทบ
"นับสาม..."
ไม่มีแม้แต่เงาของยายเดฟี่...
ยายนั่นเป็นภูตต้องไม่มีเงาอยู่แล้ว แต่ทวยะก็ยังรู้ตำแหน่งของเธอได้ แม้เธอจะไม่ได้อยู่ในละแวกนั้น
"กรี๊ด!" เสียงกรีดร้องของภูต ทำเอาผมสยองจนขนลุกชัน
เดฟี่ถูกเส้นสายอะไรบางอย่างคล้ายกับเปลวไฟยาวๆ ที่ไม่เห็นปลายฉุดดึงขาของเธอออกมาจากผนัง ลากมาถึงตรงหน้าทวยะ จากนั้นเขาจึงจับหลังคอเธอกดลง
"ทวยะ เดี๋ยว เพื่อน นายคงไม่ทำอะไรรุนแรงใช่มั้ย" ผมลุกขึ้นท้วง รู้ว่าตัวเองคงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ได้เตือนสติเพื่อนสักหน่อยก็ยังดี
ทวยะแสยะยิ้มจนเห็นฟันขาวชวนผวา จากนั้นเขาก็ถกกระโปรงสีแดงของเดฟี่ขึ้น เส้นสายคล้ายเปลวไฟนั้นก็กระหน่ำฟาดก้นเธอไม่นับครั้งเลยทีเดียว
ครู่หนึ่งทวยะจึงปล่อยเธอ เดฟี่เจ็บจนน้ำตาเล็ด แต่ก็ไม่วายหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา ก่อนจะหายตัวไปกลางอากาศ
ทว่าเวลานั้นทวยะก็ไม่ได้ผูกใจลากเธอมาทำโทษซ้ำอีก เขาเพียงแค่มองยายภูตหายตัวไป ถอนหายใจ พร้อมกับสั่นหัวเล็กน้อย
"นายเองเหรอ" ผมถาม เมื่อตระหนักว่าคนตรงหน้าเปลี่ยนเป็นไอ้บ้าเงียบทวยะ ฝาแฝดที่อยู่ในร่างเดียวกันนั้นแล้ว
"ถ้าไม่ใช่ฉัน หมอนั่นจะปล่อยเดฟี่เหรอ"
อันนี้...จริง
###
เช้าหลังจากวันนั้น ผมไปที่ห้องเรียน และพบว่า นภวรรณ นั่งรอผมอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นผมเดินเข้าห้องมา เธอก็ตรงเข้ามาหา
"เป็นยังไงมั่ง ทวยะอ่านจดหมายรึยัง เขาว่ายังไงบ้าง" เธอถามด้วยสีหน้าตื่นเต้นจนสังเกตได้
"เอ่อ..." จะให้ผมบอกยังไงดี ควรหรือที่จะบอกว่าเขาเผามันทิ้งคามือ
นภวรรณเห็นผมอ้ำอึ้ง แล้วเงียบไป เธอก็เริ่มใจเสีย คงพอจะเดาผลนั้นได้
"เขา...เขาอ่านรึเปล่า" เธอถามเสียงเบาหวิว
ผมส่ายหน้า ไม่กล้าเงยขึ้นสบตาเธอ แต่ก็พอจะเดาได้จากเสียงหายใจ ว่าเธอคงต้องร้องไห้แน่ๆ
เธอหันกลับ เดินช้าๆ กลับไปยังกลุ่มเพื่อน ซึ่งคอยลุ้นคอยปลอบอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงไม่ต้องทำหน้าที่สุภาพบุรุษอย่างในละครน้ำเน่า...
###
ผมอยากจะโทษว่าเป็นความผิดของทวยะ ที่ทำให้สาวสวยแสนเรียบร้อยของผมต้องเปลี่ยนไป
เรื่องมันเกิดขึ้นในวันต่อมา...
นภวรรณเดินเข้าห้องเรียนมาในเช้าอันขมุกขมัวเพราะเมฆฝนที่กระจายบดบังแสงอาทิตย์
แต่ผมว่าการแต่งตัวของเธอยังดูมืดมัวกว่าอากาศก่อนฝนตกเสียอีก
แม้ว่าเธอจะยังอยู่ในชุดนักเรียน ผมยาวนุ่มสวยของเธอถูกตัดเสียสั้นกุด ทั้งยังเป็นการตัดที่เหมือนไม่ตั้งใจตัด คือ มันไม่เท่ากัน ไม่เป็นทรง เหมือนโดนหนูแทะมากกว่า ทั้งยังใส่มูส แล้วจัดให้มันชี้ๆ อีกต่างหาก
ยิ่งกว่านั้น เธอยังแต่งหน้ามาด้วย แต่การแต่งหน้าของเธอก็เหมือนเน้นสีเข้ม คือ ขอบตาดำปี๋ ปากก็แดงจัด แก้มกลับใช้สีขาวจนดูเหมือนเป็นการแต้มสีลงกระดาษเสียมากกว่า
นอกจากนี้เธอยังสวมสร้อยข้อมือและสร้อยคอ ทั้งสีเงินบ้าง สีดำบ้าง จนดูรุงรังไปหมด จนผมคิดว่าหยุดสุดสัปดาห์นี้เธอคงต้องหาเรื่องไปเจาะคิ้วเจาะปากมาแน่ๆ
ผมมองเธอเดินฉืบๆ เข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกอึ้งตะลึงงัน นภวรรณไม่ได้ทักทายใครเลย แม้แต่เพื่อนๆ ผู้หญิงในกลุ่มเดียวกัน เธอก็ไม่แม้แต่จะหันไปมองด้วยซ้ำ เธอทิ้งกระเป๋าลงที่โต๊ะของตัวเอง แล้วกระแทกตัวลงนั่งนิ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลย วินาทีนั้น เพื่อนทั้งห้องมองเธอเป็นตาเดียว แต่เธอก็ดูเหมือนไม่เห็นสายตาใครทั้งสิ้น ไม่ได้สนใจ...
เธอนั่งนิ่งอยู่สักครู่ก็เดินรี่ตัวปลิวออกจากห้อง ผมจึงเดินตามเธอออกไป และพบว่าเธอตรงเข้าห้องเรียนของทวยะ ทุกคนในห้องนั้นก็มองเธอด้วยสายตาเหมือนมองตัวประหลาด
นภวรรณยืนอยู่ที่หน้าห้องครู่หนึ่ง เมื่อเห็นทวยะซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมหลังห้อง ด้านที่ติดหน้าต่างแล้ว เธอก็กระแทกเท้าเดินตรงเข้าไปหาเขา
เธอท้าวแขนอยู่ที่โต๊ะเขา มืออีกข้างหนึ่งก็ยื่นไปจับบ่าเขา พูดขึ้นเสียงเบา ทว่าแม้เสียงจะเบา แต่ในเวลาที่ทุกคนอยู่ในความเงียบและเบนความสนใจไปที่เธอเป็นจุดเดียว คำพูดของเธอจึงเป็นที่ได้ยินโดยทั่ว
"ฉันชอบนาย" เธอบอกเสียงห้วน "คืนนี้ สามทุ่ม จะรออยู่ที่หน้าหอของนาย ถ้าไม่มา ฉันจะขึ้นไปถึงห้อง"
เฮ้ย! สาวน้อยที่แสนจะเรียบร้อยของผม...
รูมเมทของผมนิ่งไปนิดหนึ่ง จ้องหน้าเธอแล้วเหยียดยิ้มออกมา
"ได้ ไม่พลาดอยู่แล้ว" เพื่อนผมตอบน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ทว่านั่นก็จุดรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าที่เหมือนกระดาษแต้มสี
จากนั้นสาวน้อยที่เคยเรียบร้อย นิสัยดี ไม่เคยขาดเรียนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็หายหน้าไปทั้งวันโดยไร้สาเหตุ แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างรุจยาก็ยังไม่รู้ว่าเธอหายไปไหน
###
"นายจะไปจริงๆ เหรอ" ผมถามขึ้นในระหว่างที่เพื่อนผมกำลังแต่งตัว ด้วยความประณีตเป็นพิเศษ เพื่อเตรียมจะออกไปตามนัด
"ไปสิ" เขาตอบ พลางจับปกคอเสื้อโปโลสีขาวที่สวมอยู่ให้เข้าที่
"ทำไมล่ะ นายชอบเขาเหรอ"
"เปล่า" เขาตอบสั้นๆ ขณะหยิบหวีขึ้นมาหวีผมสั้นๆ ด้านหน้าปัดไปด้านหนึ่ง เมื่อเห็นว่ายังไม่ถูกใจก็เอามือเสยอีกสองสามที
"แล้วทำไมถึงไปล่ะ"
ทวยะไม่ได้ตอบ แต่หันกลับมาทางผมด้วยหางตา คิ้วดกหนาขมวดจนแทบจะผูกติดกัน
"นายนี่มันถามมากจริงๆ" เขากระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ
"เปล่า ก็เห็นว่าเดี๋ยวครูนรินทร์ก็ไปจัดการแล้ว นายคงไม่ต้อง..."
"เขาจะไปจัดการอะไรได้ ดีไม่ดีจะถูกแม่นั่นจัดการเอาเสียมากกว่า" เขาบอกยิ้มๆ พลางเดินมาที่ประตูห้อง
"หรือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง..." ผมตัดเสียงหายไป ไม่กล้าพูดคำว่า 'ปิศาจ' ออกมา
ทวยะเหยียดยิ้มที่มุมปากอีก ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องไป
ทว่าเรื่องแบบนี้ มีหรือผมจะพลาด เพียงแต่ผมไม่ต้องแต่งตัวให้ยุ่งยาก ก็วิ่งตามทวยะลงมาได้แล้ว หากแต่เหตุการณ์แรกที่ผมเห็นเมื่อวิ่งลงมาถึงใต้หอพักชายคือ ครูนริทร์กับครูปานลักษมิ์กำลังสอบปากคำรูมเมทของผม
"ว่าไง นายนัดกับนภวรรณจริงๆ เหรอ" ซาตานผู้คุ้มกฎประจำหอชายถามเสียงเข้ม
"ครับ" ทวยะลอยหน้าลอยตา ตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ
"นี่ ครูว่ามันไม่เหมาะสมนะจ๊ะ" ครูปาน นางฟ้าของผมให้เหตุผล
"แต่ผมต้องไปครับ" รูมเมทผมตอบยาวขึ้นมาอีกหน่อย
"ได้ งั้นครูไปด้วย" ครูนริทร์มาแปลก ไม่ยักอาละวาดออกงิ้วออกโขนอย่างปกติ
แต่ทวยะนี่สิแปลกกว่า เพราะเขาแค่พยักหน้า ด้วยรอยยิ้ม แทนที่จะแจกหัวกะโหลกครูนรินทร์ไปสักหัว
"แต่ผมมีเงื่อนไขอย่าง"
"ว่ามา" ครูซาตานถาม
"ครูต้องแอบดูอยู่ห่างๆ เงียบๆ อย่าให้นภวรรณรู้เด็ดขาด"
ครูนริทร์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง แล้วหันมามองหน้าครูปานเหมือนขอความเห็น ทว่าครูปานกลับแสร้งเป็นมองฟ้าพื้นมองฟ้าเรื่อยเปื่อย เป็นเชิงไม่แสดงความเห็น ดังนั้นครูนรินทร์จึงมีแต่ต้องตัดสินใจเอง
"ก็ได้" ครูนริทร์บอก "แต่นายกับนภวรรณต้องรักษาระยะห่างสองเมตร ตกลงมั้ย"
"ครับ" ทวยะรับ ดวงตาเจ้าเล่ห์มีประกายวิบวับ
ด้วยเหตุนี้ ทวยะจึงล่วงหน้าไปก่อน โดยมีครูนริทร์ ครูปาน และผมตามไปทีหลัง เมื่อเห็นที่เหมาะๆ หลังพุ่มอะไรสักอย่างซึ่งผมไม่รู้จัก เราก็ไปหลบอยู่ตรงนั้น เพื่อแอบดูทวยะกับนภวรรณ
ผมเห็นเพื่อนผมเดินเข้าไปหาเด็กสาวซึ่งยืนหันหลังรออยู่ก่อนแล้ว ทิ้งระยะห่างสองเมตรอย่างที่ซาตานบอก ทว่าเมื่อนภวรรณหันมาเห็นทวยะ เธอก็โผเข้ามากอดคอเขาทันที ทำเอาครูนรินทร์แทบจะทะลึ่งออกจากที่ซ่อน ดีแต่ครูปานดึงรั้งไว้ก่อน
"เธอเปลี่ยนไปเยอะเลยนี่" ทวยะบอกพลางมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตากรุ้มกริ่มแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
"ไม่ชอบเหรอ" เธอถามเสียงออดอ้อน แล้วซบหน้าลงกับอกทวยะ
เพื่อนของผมไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาปล่อยให้เธอซบอยู่อย่างนั้น ดวงตาหรี่มองท้องฟ้ายามราตรี แล้วจึงเอ่ยปากตอบคำถามเธอ
"คงชอบหรอก ถ้านี่ไม่ใช่เพราะอำนาจของปิศาจ"
ทันทีที่เขาบอกนั่นเอง ผมจึงสังเกตเห็นว่าเล็บมือที่ทาสีดำของนภวรรณซึ่งกอดอยู่หลังคอทวยะยื่นยาวออก และแหลมคมจนน่ากลัว เล็บมือทั้งสิบกางออกเตรียมตวัดแทงลงท้ายทอยของเพื่อนผม
แต่คนอย่างทวยะหรือจะยอมปล่อยให้ปิศาจทำอะไรเขาได้
เขาไม่ได้หลบ ไม่ได้ขยับ ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น ทว่าทันทีที่เล็บโค้งยาวสัมผัสผิวกายเขา ร่างของเด็กสาวก็กระเด็นจนตัวปลิวออกไปเป็นวา
"แก..." เสียงแหบพร่าดังมาจากเด็กสาว ใบหน้าที่เคยน่ารักสดใสบิดเบี้ยวเหี่ยวย่นจนน่าอาเจียน "แกคือ...อุ๊บ"
ยังไม่ทันที่เธอจะโพล่งคำต่อไป เส้นสายคล้ายเปลวไฟก็โผล่ออกมาพันมัดปากเธอไว้ก่อน แล้วยังลามไปมัดแขนขา พันธการการร่างเธอไว้ด้วย
"ไม่ผิด แต่อย่าพูดออกมาดีกว่า" ทวยะส่งเสียงเย็นเยียบ มองเธอด้วยหางตา ใบหน้ายังประดับรอยยิ้มสยองชวนขนลุก เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เธอทีละก้าว "น่าเสียดาย นี่ก็ใกล้เวลาแล้ว ไม่อย่างนั้นจะพาแกไปแห่รอบเมืองซะหน่อย แล้วเก็บเงินค่าชม คงได้โขอยู่"
เด็กสาว...ที่ผมแน่ใจแล้วว่าคือปิศาจ ได้แต่จ้องมองเขาเขม็งด้วยดวงตาเคียดแค้น แต่ก็ทำได้เพียงดิ้นรนขัดขืน ทว่าจะดิ้นอย่างไรก็ไม่เป็นผล
"จุ๊ๆๆ ดูสิ แกไปสิงร่างสาวน่ารักๆ แบบนี้ แถมยังทำผมเผ้าเขาเป็นแบบนี้อีก นี่ถ้าเจ้าตัวรู้เข้าจะคงเสียใจแย่ ออกมาดีกว่าน่า" ทวยะว่า พลางยื่นมือทะลุผ่านใบหน้าของเธอไปราวกับล้วงลูกกวาดออกจากโหล ทว่าสิ่งที่ติดมือมาไม่ใช่ลูกกวาดสีสวย หากแต่เป็นหัวล้านเลี่ยน สีเทาซีด
ทวยะจับหัวมันดึงออกมา ร่างเล็กแกร็นผอมกรอด ของมันก็ถูกดึงตามออกมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมเล็กจนแสบแก้วหู
เมื่อมันหลุดของมาทั้งตัวแล้ว ผมจึงเห็นว่า ตัวมันสูงเพียงแค่ครึ่งเดียวของเพื่อนผม ทวยะจับหัวมันไว้ ปล่อยตัวมันห้อยต่องแต่ง จากนั้นก็ขว้างมันไปทางหนึ่ง ทว่าแทนที่ร่างผอมเกร็งนั้นจะไปปะทะกับอะไรเข้า มันก็กลับหายวับไปกลางอากาศ
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ปรากฏต่อหน้าผม ครูปาน และครูนรินทร์ สำหรับผมกับครูปาน ซึ่งเคยเห็นเรื่องพรรค์นี้มาแล้ว ก็แค่ชมดูอย่างตื่นเต้น แต่สำหรับครูนรินทร์นี่สิ...
ผมมองไปทางซาตาน ที่นั่งตัวแข็งอยู่ด้านข้าง ก็เห็นเขาอ้าปากตาค้าง จนแทบถลนออกจากเบ้า
"นี่มันอะไรวะเนี่ย" เขาครางออกมาในที่สุด
จากนั้นผมกับครูปานจึงชวนกันออกจากที่ซ่อน ตรงไปทางเพื่อนของผม ส่วนครูปานไปดูแลสาวน้อยที่ตอนนี้แม้เส้นสายคล้ายเปลวไฟซึ่งรัดพันตัวเธอจะหายไปแล้ว แต่เธอก็ยังสลบไสลไม่ได้สติ
"ผมคงต้องฝากครูดูแลเธอหน่อย ตื่นขึ้นมาเธอคงจะตกใจน่าดู" ทวยะบอกด้วยเสียงนุ่มนวลน่าฟัง
"จ๊ะ หน้าที่ของครูอยู่แล้ว" ครูปานหันมาตอบ จากนั้นก็หันรีหันขวาง หมายจะหาคนช่วยนภวรรณออกจากบริเวณนั้น "อ้าว ครูนริทร์ ทำอะไรอยู่คะ มาช่วยกันหน่อย"
เสียงใสๆ ของครูปาน จึงทำให้ซาตานขวัญหายได้สติกลับคืนมา เขาลุกออกจากหลังพุ่มไม้ แล้วเดินตรงเข้ามาทีละก้าวอย่างงงๆ ก่อนจะช้อนร่างเด็กสาวขึ้นตามที่ครูปานบอก
"เมื่อกี้ มันอะไรน่ะ" ครูนรินทร์ยังไม่วายหันกลับมาถามทวยะ ซึ่งแน่นอน ทวยะที่เปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคนเงียบขรึมตั้งแต่เมื่อครู่ ย่อมไม่ตอบคำถามใดๆ อยู่แล้ว
"เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟังเองค่ะ" ครูปานบอกยิ้มๆ ก่อนจะสะกิดให้ครูนรินทร์อุ้มนภวรรณตามเธอไปยังห้องพยาบาล
###
"นายรู้แต่แรกแล้วสิ ถึงได้รับนัดเธอไปแบบนั้น" ผมถามขึ้นในเช้าวันต่อมา ระหว่างที่เดินจากหอพักไปยังอาคารเรียนกับทวยะตามปกติ
"อืม" เขาส่งเสียงตอบสั้นๆ
"แล้วตอนนั้น ตอนที่มันกระเด็นออกไป มันกำลังจะบอกว่านายเป็นอะไรเหรอ"
ไม่ตอบ...ทีเรื่องของตัวเองไม่ยอมพูดอะไรสักอย่าง น่าตบกะโหลกสักทีจริงๆ
เมื่อผมกับทวยะเดินมาจนเกือบถึงหน้าห้องเรียน ก็เห็นนภวรรณเดินก้มหน้ามากับกลุ่มเพื่อน
วันนี้เธอกลับมาเป็นภวรรณคนเรียบร้อยน่ารักคนเดิมอีกครั้ง ไม่แต่งหน้า ไม่ใส่เครื่องประดับรุงรัง จะมีก็แต่ทรงผมของเธอที่แปลกตาออกไป ผมของเธอถูกตัดให้สั้นกุด ทว่าเป็นทรงเรียบร้อย ด้านหน้าก็ติดกิ๊บสีชมพูน่ารัก
ทว่าเมื่อเธอหันมาเห็นผมกับทวยะ เธอก็ยิ่งก้มหน้างุด แทบแทรกตัวหายไปใต้พื้นอาคาร หากแต่จังหวะที่เดินสวนกันนั้นเอง ทวยะกลับทักขึ้น
"ผมทรงนี้ก็น่ารักดีนะ" เขาบอกเสียงเรียบ แต่ฟังดูอบอุ่นนุ่มนวล ทำเอาเด็กสาวระบายยิ้มออกมาเต็มหน้า
เธอดีขึ้นแล้ว สภาพจิตใจก็ดีด้วย ทว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป เธอก็คงจะยิ่งชอบทวยะมากขึ้นล่ะสิเนี่ย
โถ สาวน้อยที่น่ารักของผม...
