Half Twins ตอน Spoil
posted on 27 May 2009 06:29 by nukrob in Writingตอนนี้จะเศร้าหน่อยนะ
ถ้าผมเป็นทวยะ ผมก็คงทำแบบเดียวกัน
ทุกคนคงสงสัยว่าผมพูดถึงอะไร...มันเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เป็นเหตุการณ์ที่แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว ผมก็ยังรู้สึกสะเทือนใจไม่หาย แม้แต่ทวยะเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
วันอาทิตย์ ราวสองสัปดาห์ก่อน ระหว่างที่ผมกับทวยะกำลังนั่นกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ในตลาด ไอ้วายร้ายทวยะก็เกิดกวนประสาทผม ทำให้ลูกชิ้นในชามผมลอยเข้าชามเขาเองหมด แถมยังไม่สำนึก หันมายิ้มเยาะผมอีก ผมฉุนขึ้นมาจึงชักดาบ เดินออกมาก่อน ปล่อยให้ทวยะจ่ายเงินไปคนเดียว
ผมเดินออกมาถึงสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับตลาด ที่จริงสวนสาธารณะนี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านอย่างสวนสาธารณะอื่น ออกจะเงียบๆ เพราะคนที่นี่มักจะเก็บตัวอยู่กับครอบครัวที่บ้านในวันหยุดมากกว่า แต่วันนั้นผมเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งหงอยอยู่ที่ชิงช้าเพียงคนเดียว
เธอยังเด็กมาก กะโดยสายตา ไม่น่าจะเกินเจ็ดขวบ ผมคิดว่าเธออาจจะพลัดหลงกับพ่อแม่ ด้วยความเป็นห่วง จึงเข้าไปทักทายเธอ เผื่อจะได้ช่วยตามหาพ่อแม่ของเธอให้
"นี่...หลงทางเหรอ" ผมถามพลางเอื้อมมือจะจับศีรษะเธอด้วยความเอ็นดู ทว่ามือยังไม่ทันสัมผัสถูก เธอก็กรี๊ดขึ้นมา พร้อมกับกระโดดลงจากชิงช้าทันที เธอวิ่งห่างออกไปราวห้าหกก้าว ก็หันกลับมาแลบลิ้นให้ผม แล้วเชิดจมูก สะบัดหน้าเดินจากไป
ยายเด็กร้ายกาจ...
"แบบนี้น่าจะหลงทางให้เข็ด" ผมพึมพำกับตัวเอง
ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าจะชมนกชมไม้ให้อารมณ์ดีขึ้นก่อน แล้วค่อยกลับไปหาทวยะ แต่ที่ไหนได้ ตอนที่ผมกำลังเดินออกจากสวนสาธารณะนั่นเอง ผมก็เหลือบไปเห็นทางด้านซ้าย ห่างไปสามสี่เสาไฟฟ้า หมอนั่นกำลังจูงยายเด็กแสบเดินมาพอดี
จูงเด็กแบบนั้น ไอ้วายร้ายทวยะไม่มีทางทำแน่ๆ หมอนี่ต้องเป็นไอ้บ้าเงียบ...
ผมเรียกเขาเป็นไอ้บ้าเงียบ เพราะโดยปกติแล้วเขาจะนิ่ง เฉย และเงียบ ต่างกับไอ้วายร้าย ฝาแฝดในร่างเดียวกันของเขาโดยสิ้นเชิง ไอ้บ้านั่น นอกจากจะชอบกวนประสาทผมแล้ว มันยังไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นเลย ดูจากพฤติกรรมการขโมยลูกชิ้นไปจากผมก็ได้...ผมยังแค้นฝังหุ่นอยู่นะ
ไม่ผิด...สองคนนี้เป็นฝาแฝดในร่างเดียวกัน แต่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว ที่เหมือนกันคงมีอยู่อย่างเดียว คือ มนุษยสัมพันธ์แย่ด้วยกันทั้งคู่
ความจริงทวยะกำลังจูงยายเด็กนั่นเดินมาทางผม ทว่าระหว่างนั้นทั้งคู่เดินผ่านรถขายไอศกรีม ยายเด็กแสบก็ร้องอยากได้ไอศกรีมเสียแล้ว ทวยะก็ไม่ได้ว่าอะไรเลย จูงยายเด็กนั่นแวะซื้อไอศกรีมก่อน ยายนั่นพอได้ไอศกรีมแล้วก็ถือไว้เฉยๆ ไม่เห็นกินเลยสักนิด
"ไปเก็บยายนี่มาจากไหนเนี่ย" ผมถาม พลางเหล่ตามองยายเด็กนั่น
"แถวนี้" คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ ตามแบบฉบับไอ้บ้าเงียบ...
"ไม่เอาไปคืนพ่อแม่เขาล่ะ" ผมถามอีก รู้สึกไม่พอใจที่ยายเด็กบ้าปล่อยให้ไอศกรีมละลายไปเปล่าๆ ทั้งที่ตัวเองร้องอยากได้เองแท้ๆ
"เขายังไม่อยากกลับ"
"อ้อ หนีออกจากบ้าน ว่างั้นเหอะ"
ทวยะไม่ตอบ ทว่ายายเด็กร้ายกาจนั่นหันมาทำตาเขียวปัดใส่ผม ดูท่าว่าจะไม่พอใจที่ผมหาว่าเธอหนีออกจากบ้าน
"ยังไงนายก็เอายายนี่กลับไปโรงเรียนด้วยไม่ได้หรอกนะ ซาตานเห็นได้ฆ่าตายแน่ๆ"
ซาตานในที่นี้คือฉายาที่นักเรียนในหอชายพร้อมใจกันตั้งให้อาจารย์นรินทร์ อาจารย์ผู้คุ้มกฏแห่งหอชาย ทั้งดุ ทั้งเข้ม น่ากลัวราวกับซาตานจริงๆ
"อืม" เขารับ แล้วก็ย่อตัวลงไปพูดกับยายเด็กนั่น เสียงนุ่มเชียว "ฉันต้องกลับแล้ว เธอก็กลับไปก่อนนะ ออกมาแบบนี้ พ่อแม่เขาจะเป็นห่วง"
"ไม่! หนูไม่อยากกลับ" ยายเด็กบ้าหนีออกจากบ้านจริงๆ ด้วย "หนูจะไปกับพี่"
"ไม่คิดถึงพ่อแม่เหรอ"
เหมือนคำพูดของทวยะจะตรงใจ ยายเด็กนั่นก้มหน้านิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะงึมงำออกมา
"คิดถึง แต่กลับไปก็เห็นแม่ร้องไห้อีก"
เอ๊ะ มันยังไง ยายเด็กนี่ร้ายกาจขนาดทำแม่ร้องไห้เชียวหรือ
"แม่ร้องไห้ เพราะเป็นห่วงเรานั่นแหละ" ทวยะปลอบ "กลับไปหาแม่เถอะ อย่าให้แม่เป็นห่วงเลย"
เด็กนั่นพยักหน้ารับ ทวยะจึงยืดตัวขึ้น ขณะกำลังจะผละจากมา ยายนั่นก็ดึงขากางเกงทวยะไว้
"หนูอยากไปสวนสนุก พรุ่งนี้พาหนูไปนะ"
ทวยะหันมายิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วพยักหน้ารับแทนคำตอบ ยายเด็กนั่นก็ยิ้มดีใจจนออกนอกหน้า แต่...พรุ่งนี้มันวันจันทร์นี่ จะมาพาเด็กเที่ยวได้อย่างไร
"โดดเรียนสิ" เป็นคำตอบของทวยะ ที่บอกออกมาระหว่างเดินกลับโรงเรียน
###
ทวยะไม่ไปเรียนอย่างที่พูดจริงๆ ...โดดเรียนเพื่อพาเด็กบ้าไปสวนสนุก...ผมไม่รู้ว่าเขามีเหตุผลอะไร แต่ผมรู้สึกว่า หมอนี่ท่าจะบ๊องไปใหญ่แล้ว
ผมไม่ได้โดดเรียนตามทวยะไปหรอก ผมไม่ทำตัวไร้สาระแบบนั้น ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอดชะเง้อคอยาวคอยรูมเมทผมกลับมาไม่ได้
ทวยะหายไปตั้งแต่เช้า...กระทั่งเลิกเรียนแล้วเขาก็ยังไม่กลับ กว่าผมจะเห็นหน้าเขาอีกทีก็เย็น
เขากลับมาพร้อมเนื้อตัวมอมแมมเหมือนลูกหมา เหมือนไปคลุกฝุ่นที่ไหนมา
"นายไปสวนสนุกหรือไปปั้นดินกันแน่ ทำไมมอมแบบนั้นวะ" ผมถาม ขณะที่ทวยะกำลังหยิบเสื้อผ้าเตรียมไปอาบน้ำ
"โดนเด็กแกล้ง" เขาตอบเสียงเรียบโดยไม่หันกลับมามองผม
อย่างทวยะปล่อยให้โดนเด็กแกล้ง! เป็นไปได้หรือ?
"นายปล่อยให้ยายนั่นแกล้งเหรอ แล้วแฝดนายไม่โกรธหรือไง"
ทวยะหันมาส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปโดยไม่สนใจสีหน้าประหลาดใจของผมเลยแม้แต่น้อย
"เอ้อ ไทวะ" เขาโผล่หน้ากลับมาเรียกผม "พรุ่งนี้ฉันก็จะโดดอีกนะ ฝากนายถามเพื่อนห้องฉันหน่อยว่ามีการบ้านอะไรบ้าง"
หา? นี่มันเกินไปรึเปล่า
แต่ทวยะเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เขาพูดแล้วจะไม่ทำ ทว่าผมก็ยังอดไม่เชื่อไม่ได้ เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผลเกินไป
...อีกอย่าง ระยะนี้ ไอ้วายร้ายทวยะมันหายไปเลย ไม่โผล่ออกมาอีกตั้งแต่เจอยายเด็กบ้านี่
ทวยะขาดเรียนตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธก็ยังหายไปอีก ดังนั้นในวันพฤหัส ผมก็อดไม่ได้ นิสัยเดิมของผม ที่ทวยะบอกว่า ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น มันชนะความรับผิดชอบต่อหน้าที่การเรียน
ผมขอไปกับทวยะด้วยในวันพฤหัส ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่จริงก็มีน้อยครั้งที่เขาจะปฏิเสธผม
ทวยะนัดกับยายเด็กร้ายกาจนั่นที่สวนสาธารณะที่เดิม เมื่อมาถึง เด็กนั่นก็วิ่งมากอดทวยะทันที ทว่าเมื่อเธอเห็นผมมาด้วย ก็นิ่วหน้าทันที
"ทำไมต้องพาคนนี้มาด้วย" เธอถามเสียงห้วน
"ก็พามาเล่นด้วยไง"
"เขาเล่นด้วยไม่ได้หรอก" เธอบอก พร้อมกับจ้องผมตาขวาง แล้วบ่นอุบอิบ "วันนี้วันสำคัญแท้ๆ ไม่น่าพามาด้วยเลย"
หนอย ยายเด็กบ้า ตอนนั้นผมอยากจะเข้าไปทุบกะโหลกสักทีจริงๆ แต่เห็นท่าทางของทวยะ ผมก็ได้แต่สูดลมหายใจลึกๆ แล้วนับหนึ่งถึงสิบ
"ก็เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญน่ะสิ ถึงต้องมีหลายๆ คน เล่นกันหลายๆ คนสนุกนะ" ทวยะบอกเสียงอ่อนโยน
"อืม ก็ได้" ยายเด็กบ้าบอก พร้อมกับเชิดจมูก
"แล้ววันนี้จะเล่นอะไรดีล่ะ" เพื่อนผมถาม
ยายเด็กนั่นกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด
"ขี่คอ" ในที่สุดเธอก็โพล่งออกมา
เอาล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมจะลองเล่นกับยายเด็กนี่สักหน่อย แกล้งทำยายนี่ตกลงมาสักทีสองทีคงไม่ถึงกับแข้งขาหักไปหรอก
"เอาสิ" ผมบอก พลางย่อตัวลงให้เธอขึ้นขี่
"ไม่ หนูจะขี่คอทวยะ"
"คนไหนก็เหมือนกันแหละ สนุกเหมือนกัน" ผมว่าพลางขยับเข้าใกล้เธออีก ทำท่าจะรวบตัวเธอเข้ามา ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสถูกเธอ ยายนี่ก็กรี๊ดลั่น แล้ววิ่งไปหลบอยู่หลังทวยะ ทำอย่างกับผมจะไปหักคออย่างนั่นแหละ
"เฮ้ย ไม่ได้จะกินซักหน่อย" ผมเริ่มฉุนขึ้นมาอีก
ทวยะอุ้มยายเด็กบ้าขึ้นขี่คอตัวเองอย่างง่ายๆ เหมือนหิ้วตุ๊กตาจนผมรู้สึกประหลาดใจ ถึงยายนี่จะตัวผอมเหมือนเด็กขาดสารอาหาร แต่ก็ไม่น่าจะเบาได้ขนาดนั้น
"ช่างเถอะน่า" ทวยะบอก แล้วก็พายายเด็กนั่นวิ่งไปข้างหน้า ยายเด็กบ้าก็หัวเราะร่าเหมือนคนบ้าจริงๆ
###
"ทวยะ หนูเหนี่อยแล้ว" ในที่สุดยายนั่นก็พูดประโยคนี้ออกมา หลังจากปล่อยให้ทวยะวิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ทีอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
ทวยะพาเด็กคนนั้นไปพักที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
"เดี๋ยวก่อน!" ผมร้องขึ้น เมื่อเห็นว่าบนม้านั่งตรงที่ยายเด็กบ้ากำลังจะหย่อนก้นลงไปมีตัวอะไรอยู่ ผมหยิบมันขึ้นมา
"ผีเสื้อน่ะ แต่...ดูท่ามันจะตายแล้วแฮะ"
"กรี๊ด!" เธอร้องขึ้นมาอีก แล้วไปหลบอยู่หลังทวยะ แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่หลบเฉยๆ ยังร้องไห้โฮเลยด้วย
"อะไรกัน แค่ผีเสื้อเอง กลัวเหรอ" ผมว่า รู้สึกสะใจเหลือจะกล่าว จึงยื่นซากผีเสื้อเข้าไปใกล้
ยายเด็กนั่นยิ่งกรี๊ด ยิ่งร้องไห้ วิ่งไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ห่างไปหลายสิบเมตร
"อ้าว กลัวจริงเหรอเนี่ย" ผมกะว่าจะถือซากผีเสื้อเดินเข้าไปแกล้งเธออีก ทว่าทวยะคว้าไหล่ผมไว้เสียก่อน
"ไทวะ อย่า" เขาบอกนิ่งๆ แต่น้ำเสียงจริงจัง แล้วก็เดินเข้าไปปลอบยายเด็กนั่นเสียยกใหญ่
...แค่นี้ก็กลัวไปได้ หรือจะอ้อนทวยะ...ผมคิดอยู่ในใจ มาถึงตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีเอาเสียเลย
ทวยะเล่นกับยายเด็กบ้าอีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งใกล้เที่ยง ยายนั่นก็ไม่มีท่าทีอยากหาอะไรเข้าท้องเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ผมกับหิวจนไส้กิ่ว เพราะตั้งแต่เช้าได้เลียนมไปแก้วเดียว ทวยะก็ลากผมออกมาแล้ว
"เล่นซ่อนหากันเถอะ" ยายเด็กบ้าเสนอวิธีเล่นสุดท้ายของวันออกมาในตอนเกือบบ่ายสี่โมง "ต้องหาหนูให้เจอก่อนหกโมงเย็นนะ"
แทนที่ทวยะจะตอบรับทันทีเหมือนคราวก่อนๆ ที่เธอชวน เขากลับมองเด็กคนนั้นนิ่งนาน แล้วจึงพยักหน้ารับช้าๆ
"ฉันจะต้องหาเธอให้เจอก่อนหกโมงเย็น ฉันสัญญา"
เด็กนั่นยิ้ม แล้วผละจากทวยะ วิ่งหายไปไหนไม่รู้
...ก็ดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาไปหาอะไรกิน
ทว่าก่อนที่ผมจะได้ไปหาอะไรกิน ทวยะก็ลากผมถูลู่ถูกัง
"เฮ้ย! จะไปไหน เดี๋ยวสิ!"
"ไปโรงพยาบาล"
"ไปทำไม ขอหาอะไรกินก่อนได้มั้ย หิวไส้จะขาดแล้วเนี่ย"
"ไม่ได้ เดี๋ยวไม่ทัน"
"ไม่ทันอะไรวะ" ผมถามพลางสะบัดหลุดจากทวยะ "นายจะพูดมันให้รู้เรื่องก่อนไม่ได้รึไง"
"เด็กคนนั้น เราต้องหาเธอให้เจอก่อนหกโมง ก่อนที่เธอจะจากไป" ทวยะอธิบาย เป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่พูดกับผมในช่วงหลายวันนี้
"จากไป...ยายนั่นกลับบ้านไปก็ดีแล้วนี่"
"ไม่ นายไม่เข้าใจ" ทวยะมีท่าทางร้อนรนจนแทบจะไม่ใช่ไอ้บ้าเงียบทวยะผู้เงียบขรึมที่ผมรู้จัก "ไว้เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ฉันจะเล่าให้นายฟัง ตอนนี้ไปโรงพยาบาลกับฉันก่อน ไปหาเด็กคนนั้น"
ผมรับคำ แล้วตามทวยะไป
เราไปถึงโรงพยาบาลในตัวเมือง ซึ่งพ่อของพี่พฤกษ์เคยมารักษาตัวเมื่อตอนถูกภูตวารีเล่นงาน ทวยะถามหาชื่อของเด็กคนนั้นจากฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของโรงพยาบาล
"ไม่มีจริงๆ ค่ะ" เจ้าหน้าที่ตอบกลับมาอย่างสุภาพหลังจากทวยะถามเป็นครั้งที่สาม "ไม่มีเด็กผู้หญิงลักษณะอย่างที่บอกด้วยค่ะ"
"เอาน่าทวยะ ยายนั่นอาจจะไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลก็ได้ ท่าทางแข็งแรงออกอย่างนั้นจะมาทำอะไรที่โรงพยาบาลล่ะ" ผมปลอบใจเพื่อน ทั้งที่ยังแปลกใจว่าทำไมเขาจึงทำอย่างเมื่อครั้งมาเยี่ยมพ่อพี่พฤกษ์ไม่ได้
ตอนนั้นเขาไม่ต้องถาม ไม่ต้องหาอะไร ก็เดินตรงมายังห้องที่พ่อของพี่พฤกษ์พักฟื้นอยู่ได้ทันที
"จริงสิ ขอบใจนะไทวะ" เขาบอกแล้วก็วิ่งปรื๋อออกมา โดยมีผมวิ่งตามมาติดๆ
ตอนนั้นเป็นเวลาราวห้าโมงเห็นจะได้ เพื่อนผมกลับมายังสวนสาธารณะอีกครั้ง กลับไปยืนตรงบริเวณที่เห็นเด็กคนนั้นวิ่งจากไปครั้งสุดท้าย
"ที่ไหนนะ" เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วก็หลับตา นิ่งไปนานหลายนาที แล้วจึงค่อยๆ สืบเท้าก้าวไปทีละก้าว ทีละก้าว
ผมเดินตามเขาไปเงียบๆ ก้าวตามเขาทีละก้าวอย่างเงียบๆ
เขาเดินออกจากสวนสาธารณะ ออกไปยังถนนริมตลาด เดินเลียบถนนไปเรื่อยๆ ทั้งที่ยังหลับตา ดังนั้นการเดินข้ามทางแยกของเขา จึงทำให้ผมใจหายใจคว่ำพอสมควร ยังดีที่ตอนนั้นไฟสัญญาณจราจรเป็นไฟแดง ดังนั้นผมจึงไม่ต้องพรวดพราดเข้าไปคว้าตัวเขา
เขาเดินต่อไป ออกจากบริเวณชุมชนที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนในยามเย็น เมื่อถึงทางแยกซึ่งโดยปกติเราจะต้องเลี้ยวขวาเพื่อกลับไปยังหอพัก ทวยะกลับเดินตรงไปเรื่อยๆ
เขาเดินต่อไปอีก เดินต่อไปเรื่อยๆ ก้าวต่อไปเรื่อยๆ แต่ละก้าวของเขาพาเราไกลออกมาจากบริเวณตัวเมืองมากขึ้น และไกลจากโรงเรียนมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เวลาน้อยลงทุกที...
กำหนดเวลาหกโมงเย็นใกล้เข้ามาทุกที ทว่าทวยะก็ไม่มีทีท่าจะหยุดเดิน เมื่อเขาไม่หยุด ผมก็ไม่หยุด อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเขาจึงต้องค้นหาเด็กคนนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้
ห้าโมงสี่สิบเจ็ดนาที ทวยะเดินมาไกลพอสมควร ก่อนจะเลี้ยวเข้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นหมู่บ้านผู้ดี เพราะบ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีคำว่าย่อมเลย
ทวยะเดินผ่านบ้านหลังโน่นหลังนี้ ผมมองบ้านสวยๆ เหล่านั้นจนเพลิน มารู้ตัวอีกที ทวยะก็มายุดอยู่หน้าบ้านหลังโตหลังหนึ่ง
เขาเอื้อมมือกดกริ่งที่หน้าประตูอัลลอยด์ ผมแทบอยากจะหลบฉากไปหลังเสาไฟฟ้า ริมรั้วยาวเหยียดนั่นทันที เมื่อมีคุณป้าหน้าตาใจดีคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้าน จะไม่ให้ผมหลบได้อย่างไร เล่นมากดออดบ้านใครก็ไม่รู้น่ะ
"มาหาใครหรือจ๊ะ" คุณป้าคนนั้นถามขึ้น
ทวยะบอกชื่อยายเด็กแสบที่เขาตามหาอยู่
"อ้อ มาหาคุณหนูหรือจ๊ะ คงไม่ได้หรอก คุณหนูไม่สบายน่ะ"
"ผมทราบครับ" ทวยะบอก "ตอนนี้คนในคุณพ่อคุณแม่ของเธออยู่ในบ้านด้วยใช่มั้ยครับ"
"เอ่อ ใช่จ๊ะ"
"ถ้าอย่างนั้น คงไม่รังเกียจ หากผมจะขอเข้าไปเยี่ยมคุณหนูของคุณป้าสักหน่อย"
ทื่อไปหรือเปล่า เพื่อนผม...
"เอ่อ ขอป้าเข้าไปเรียนคุณผู้ชายก่อนแล้วกันนะจ๊ะ"
ทวยะพยักหน้า พลางสำทับว่า "รบกวนคุณป้ารีบหน่อยนะครับ"
...รีบหรือ จริงสิ อีกห้านาทีจะหกโมงแล้วนี่นะ
คุณป้าคนนั้นกลับออกมาอีกครั้ง คราวนี้สีหน้าเธอร้อนรนไม่เหมือนเมื่อครู่ เธอแทบจะวิ่งมาเลยทีเดียว พร้อมกับกุญแจบ้านพวงเบ่อเร่อ ทว่าเธอก็ไม่ได้เสียเวลากับการไขประตูนาน ประตูก็ถูกเปิดออก ทวยะก็วิ่งพรวดเข้าไปในบ้าน แน่นอน ผมต้องตามเข้าไปด้วย
ทวยะก้าวขึ้นบันไดทีละสองขั้น ขึ้นไปจนถึงชั้นสองของบ้านหลังโตที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เพียงแต่ผมไม่มีเวลาชื่นชมกับความงามของบ้าน เราต้องทำเวลากัน ใกล้จะหกโมงเข้าไปทุกทีแล้ว!
ทวยะเปิดประตูพรวดเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง
ห้องนี้เป็นห้องเด็ก มีเตียงอยู่กลางห้อง บนเตียงนอกจากจะเบียดเสียดไปด้วยตุ๊กตาตัวเล็กตัวใหญ่แล้ว ยายเด็กบ้านอนหน้าซีดเป็นกระดาษอยู่บนเตียง ดวงตาของเธอปิดสนิท โดยมีชายหญิงอายุราวสามสิบปีเศษคู่หนึ่งนั่งน้ำตาซึมอยู่ที่ข้างเตียง กุมมือเธอคนละด้าน โดยที่เธอไม่ได้แสดงอาการรับรู้แต่อย่างใด
เมื่อทวยะเปิดประตูเข้าไป ชายหญิงคู่นั้นก็เงยหน้าขึ้นมามอง
"ทวยะ" เสียงเด็กคนนั้นเรียกแผ่วเบา
ทว่าเท่าที่ผมเห็นในตอนนี้ เธอกำลังหลับอยู่บนเตียงแน่ๆ แล้วเสียงที่เรียกนั่นเสียงใครล่ะ!?
ผมเกิดอาการขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที...
ชายคนนั้นเมื่อเห็นผมกับทวยะแล้ว ก็ยกมือปาดน้ำตาแล้วจึงพูดขึ้น
"เธอคงเป็นเพื่อนของลูกสาวฉันใช่มั้ย" เขาถาม เสียงเครือด้วยพยายามข่มกลั้นน้ำตา
"ครับ" ทวยะตอบ "เพิ่งรู้จักเมื่อไม่กี่วันมานี้ครับ"
"ไม่กี่วัน" ชายคนนั้นทวนคำ พร้อมกับย่นคิ้ว "ลูกสาวฉันนอนป่วยมาหลายเดือนแล้ว จะไปรู้จักเธอเมื่อไม่กี่วันได้อย่างไร"
"ได้ครับ...เธอถอดจิตไป"
นั่นไงครับ คำตอบ...ยิ่งทำให้ผมเสียวสันหลังวาบเข้าไปใหญ่
ทว่าชายคนนั้นไม่ได้รู้สึกอย่างผม เขากลับออกอาการขึงขัง บอกกับเพื่อนผมว่า
"ถ้าเธออยากจะล้อเล่นล่ะก็ กลับไปเถอะ"
"ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ จิตของเธออยู่ข้างๆ ผมนี่ เธออยากคุยกับคุณ ถึงได้เรียกให้ผมมา"
ผมซึ่งเวลานั้นยืนอยู่ทางด้านซ้ายของทวยะ อดไม่ได้ที่จะขยับออกห่างจากเขานิดหนึ่ง แล้วเอี้ยวตัวมองไปทางด้านขวาของเขา เพื่อเห็นเงาจางๆ ของยายเด็กแสบนั่น
"ตอนนี้จิตของเธออ่อนแอมาก เพราะ..." ทวยะหยุดไปนิดหนึ่ง หันไปมองเธอ ชั่งใจว่าจะพูดประโยคที่ทำร้ายจิตใจพ่อแม่มากที่สุด "เธอกำลังจะต้องไปแล้วครับ"
อย่างที่ผมบอก มันเป็นประโยคที่ทำร้ายจิตใจพ่อแม่ที่สุด ชายหญิงคู่นั้นถึงกับลุกพรวดขึ้น ไล่ตะเพิดทวยะออกจากห้องในทันใด
ทว่าเพื่อนผมไม่ละความพยายามเด็ดขาด และผมก็เข้าใจ ที่เขาพูดตรงจนเกินไปแบบนั้น ก็เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว...
"เธอบอกว่าเธอเกิดวันที่สิบสองสิงหาคม ของขวัญวันเกิดปีที่ผ่านมาคือตุ๊กตาลุงหมีตัวนั้น" ทวยะบอก พลางชี้มือไปยังตุ๊กตาหมีตัวโตกว่าเด็กคนนั้นสักเท่าตัว ซึ่งวางอยู่ใกล้ศีรษะเธอ "ถูกมั้ยครับ"
ชายหญิงทั้งสองพยักหน้า แม้เขาจะยังไม่เชื่อสนิทใจ ทว่าก็ยอมอ่อนลงบ้างแล้ว
"ผมจะถ่ายทอดคำพูดสุดท้ายของเธอ ถึงพวกคุณจะไม่เชื่อ แต่ขอให้รับฟังสักหน่อยเถอะครับ" ทวยะขอร้อง แล้วหันไปยังจิตของเด็กคนนั้น
"บอกพวกท่านว่า หนูรักพวกท่านมาก" เด็กคนนั้นบอกทวยะ ซึ่งทวยะก็พูดตามที่เธอบอก
"หนูรู้อยู่แล้วว่าหนูจะต้องตายในวันนี้ เวลาหกโมงสิบสามนาที หนูยังมีอะไรที่อยากทำอีกเยอะ แต่หนูได้แต่นอน หนูทำอะไรไม่ได้" จิตของเธอสะอื้นไห้ แม้ไม่มีน้ำตา แต่น้ำเสียงก็ทำให้คนที่ได้ยินอย่างผมและทวยะรู้สึกสะเทือนใจได้มากพอแล้ว
"หนูอยากกอดคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่หนูทำไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่กอดหนูหน่อยนะคะ"
พ่อแม่ของเธอทำตาม พวกเขาขึ้นนั่งบนเตียงข้างตัวเธอ ช้อนตัวเธอขึ้นโอบกอดอย่างทะนุถนอม แม่ของเธอถึงกับร้องไห้โฮ เมื่อได้กอดลูกสาว
"ทวยะ กอดหนูหน่อย"
ทวยะทำตามที่เธอบอก ย่อตัวลงรวบดวงจิตของเธอไว้ โอบกอดอย่างอ่อนโยน เด็กคนนั้นก็กอดทวยะ ซบหน้าลงสะอึกสะอื้น
"หนูยังไม่อยากตาย" เธอบอกในที่สุด "หนูเพิ่งเจ็ดขวบเองนะ ทำไมหนูถึงต้องตายด้วย"
ทวยะกอดดวงจิตของเธอไว้ ผมไม่แน่ใจว่าผมตาฝาดไปหรือไม่ ผมเห็นไหล่ของทวยะสั่นไหวน้อยๆ ก่อนจะหยุด แล้วได้ยินเสียงเขาพูดปลอบเบาๆ
"เพราะเธอเป็นเทพธิดาน้อยที่น่ารัก สวรรค์เสียดายเธอ จึงอยากให้เธอกลับไปเร็วๆ ยังไงล่ะ"
ดวงจิตของเด็กคนนั้นผละออกจากทวยะ ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่
"จริงเหรอ"
ทวยะพยักหน้า
"หนูจะไปสวรรค์ ไปเป็นเทพธิดา"
"เธอจะได้เป็นเทพธิดาแน่ๆ" ทวยะบอก ก่อนที่ดวงจิตของเธอจะกลายเป็นแสงสว่างลูกกลมๆ ลอยทะลุเพดานขึ้นไป
ทวยะค่อยๆ ยืดตัวยืนขึ้น
"เธอมีความสุขมากครับ" ทวยะบกสองสามีภรรยาที่โอบกอดร่างไร้ดวงจิตของลูกสาวตัวเองอยู่ "เธอมีความสุข ก่อนจะจากไปครับ"
###
"ไม่น่าเชื่อว่ายายนั่นจะน่าสงสารขนาดนี้" ผมพึมพำขึ้นทำลายความเงียบ ในระหว่างที่ผมและทวยะเดินกลับโรงเรียนด้วยกัน "เพราะอย่างนี้สินะ ตอนที่ฉันจับซากผีเสื้อขึ้นมา เธอถึงกลัวขนาดนั้น เธอกลัวความตายนั่นเอง"
"อืม เธอรู้วันเวลาตายของตัวเองมานานแล้ว แต่ไม่เคยปริปากบอกใคร"
น่าสงสาร...ถึงผมจะอยู่ในโลกมาสิบห้าปีแล้ว แต่ถ้าต้องมารู้เวลาตายของตัวเองแบบนี้ ผมคงทำใจรับไม่ไหว อย่าว่าแต่เด็กคนนั้นเพิ่งจะเจ็ดขวบ
"ว่าแต่ ทำไมตอนนั้นนายไม่ใช้วิธีตามหาเธอ แบบที่หาพ่อของพี่พฤกษ์ล่ะ" ผมถามตามประสาคนช่างสงสัย
"สถานการณ์มันต่างกัน ตอนที่หาพ่อพี่พฤกษ์ ฉันตามพลังของภูตวารีไป แต่คราวนี้ ไม่มีพลังอะไรให้ตามได้ แถมตัวเธอก็อยู่ตั้งไกล" ทวยะอธิบาย
"แล้วสุดท้ายเจอได้ยังไงล่ะ"
"จับกระแสจิตเอา"
"อืม ก็พอเข้าใจนะ...แล้วทำไมเธอถึงยอมให้นายจับตัว แต่ไม่ยอมให้ฉันจับล่ะ"
ทวยะนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ เป็นลางบอกเหตุว่า ไอ้วายร้ายกลับมาครองร่างอีกแล้ว...หลังจากหายไปหลายวัน
"เพราะนายกับฉันมันต่างกันน่ะสิ" เขาบอก พร้อมโยนหัวละโหลกสีขาวให้ผมหัวหนึ่ง โดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว

#1 By eeddy(อี๊ด) on 2009-05-27 16:35