Half Twins ตอน สาวน้อย?

posted on 27 Feb 2009 08:47 by nukrob  in Writing
ตอนนี้เขียนแบบขำๆ เพราะรู้สึกว่าตอนก่อนหน้านี้ออกจะเครียดอยู่สักหน่อย และตอนต่อไปก็คงจะเครียดยิ่งกว่า 
 
 
ผมคงต้องบอกว่า ตั้งแต่รู้จักกับทวยะมา ผมต้องพบเจอกับเรื่องประหลาดไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าไม่ใช่พวกปิศาจหรือภูตพรายโผล่มา ก็เป็นเขาเองนั่นแหละ ที่ทำให้ผมต้องผวาอยู่บ่อยๆ

อย่างเมื่อเย็นวันก่อน ระหว่างที่เราเดินกลับมาที่หอพักด้วยกันหลังเลิกเรียน หมอนี่ก็เกิดบ้าอะไรขึ้นมาไม่ทราบ สร้างภาพหลอนของสัตว์นรกที่กำลังทุรนทุรายในอเวจีขึ้นมาตรงหน้าผม ทำเอาผมตกใจร้องลั่น จนคนที่เดินไปเดินมาแถวนั้นหันมามองผมเป็นตาเดียว

ใช่แล้ว เขาสร้างภาพหลอนได้ แต่ความสามารถของเขาไม่ได้มีเพียงแค่นั้น เขาจับปิศาจ ติดต่อกับวิญญาณ ภูตพราย และยังทำอะไรอย่างอื่นได้อีกมากมาย รอบตัวเขามีแต่เรื่องเร้นลับทั้งนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังประหลาดจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ในโลก

จะไม่ให้ผมว่าประหลาดได้อย่างไร ในเมื่อเขามีสองคนในร่างเดียว...

แถมสองคนนี้ยังแตกต่างกันคนละขั้ว...

คนแรกผมขอเรียกเขาว่า ไอ้บ้าเงียบทวยะ เนื่องจากเขาเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย และดูเย็นชาจนภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกยังอาย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนใจดี ไม่ว่าใครหรือตัวอะไรเดือดร้อนก็ตาม เขาจะเข้าไปช่วยเหลือเสมอ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เหตุเกิดในโรงอาหาร แมลงวันที่ไม่รู้จะเรียกว่าเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้าย อยู่ๆ ก็ตกลงมานอนหงายดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ในจานข้าวที่ผมกินไปได้ครึ่งหนึ่ง ทวยะก็จัดแจงเอาปลายส้อมของผมเขี่ยให้มันยืนขึ้นเหมือนเดิม แล้วมันก็บินจากไป ส่วนข้าวจานนั้นน่ะ อย่าหวังเลยว่าผมจะกินต่อ

นี่เป็นความใจดีแบบแปลกๆ ของเขาล่ะ

ส่วนทวยะอีกคน ผมขอให้ชื่อว่า ไอ้วายร้ายทวยะ จากเหตุการที่ผมเล่าไปในตอนต้น ผมคงไม่ต้องอธิบายอีกว่าทำไมผมจีงสรรเสริญเขาด้วยชื่อนี้ เวลาที่เขาอยู่ในบุคลิกไอ้วายร้ายนี่น่ะ ผมจะต้องคอยระวังตัวแจเลยทีเดียว ยังดีที่ท่าทางของเขายามอยู่ในบุคลิกนั้นสังเกตได้ไม่ยาก เขามักจะมองคนอื่นด้วยหางตา และยิ้มแบบที่ผมเชื่อว่าใครเห็นก็อยากปล่อยหมดตรงเข้าหน้าเขาจังๆ ซักที

แต่อย่างว่า ผมทำอะไรเขาไม่ลงหรอก ไม่ใช่เพราะผมกลัวพลังพิเศษในตัวเขา แต่เป็นเพราะเขาคือเพื่อนของผมต่างหาก

ถ้าพูดถึงความกลัวแล้วล่ะก็ ผมขอบอกตามตรงแบบไม่อายเลยว่า ผมเองก็กลัวภูตผีวิญญาณเหมือนกัน ถึงแม้ว่าผมจะอยู่กับทวยะมานาน เห็นเรื่องพรรค์นี้ที่อยู่รอบตัวเขามาก็บ่อย แต่ผมก็ยังไม่ชินสักที

เมื่อไม่นานมานี้ ผมก็เจอเข้ากับเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งมันมีผลทำให้ผมต้องขวัญผวาต่อเนื่องไปอีกนานเลยทีเดียว

ตอนนั้นเป็นบ่ายวันเสาร์ ผมไปขอยืมสมุดจดเลคเชอร์ที่ห้องของ เตชวิทย์ ซึ่งเรียนอยู่ห้องเดียวกันกับผม และเป็นเด็กเรียนเอามากๆ มุเรียนเสียจนแทบไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ส่วนรูมเมทของเขาที่ชื่อ นพสูรย์ นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ผมจะรู้จักนพสูรย์เพียงผิวเผิน แต่จากปากคำของเพื่อนผู้หญิงหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ก็สรุปได้เพียงอย่างเดียวว่า เขาเป็นเพลย์บอยที่ทั้งกรุ้มกริ่มและเนื้อหอมอย่างยิ่ง

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วันนั้นผมเห็นเด็กสาวในห้องของเขา...

ความจริงวันนั้นผมไม่ได้เข้าไปในห้องของพวกเขาหรอก เตชวิทย์แค่เอาสมุดออกมาให้ผมที่หน้าห้อง แต่ในช่วงจังหวะที่เขาเปิดประตูเดินออกมานั่นแหละ ผมจึงเห็นเธอ ซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงสีแดง นั่งอยู่ที่เตียงนพสูรย์

เธอน่ารัก...ผมบอกได้แค่นั้น...เหมือนตุ๊กตาฝรั่ง

ทว่าหลังจากที่ผมเดินจากมาได้ไม่ถึงสิบก้าว ผมก็นึกขึ้นมาได้ โรงเรียนนี้มีกฏเข้มงวด ห้ามเด็กผู้ชายขึ้นหอหญิง และห้ามเด็กผู้หญิงขึ้นหอพักชาย อย่างมากก็ได้แต่รอที่ใต้ตึกเท่านั้น...แล้วนี่มันอะไร

คิดแบบนี้แล้ว ผมจึงเดินกลับไปเคาะประตูห้องเพื่อนอีกครั้ง

"ไทวะ มีอะไรอีกเหรอ" เตชวิทย์ชะโงกหน้าออกมาถาม

"เอ่อ...เมื่อกี้ ฉันเห็นเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องนาย...ใช่รึเปล่า" ผมบอกไปตามตรง

"ไอ้บ้า! นี่มันหอชายนะ จะมีผู้หญิงอยู่ได้ยังไง ซาตานนริทร์เห็นก็ได้มาหักคอน่ะสิ"

เออ ก็จริง ครูนรินทร์ที่ได้รับสมญานามเป็นซาตานท่านนี้ ยิ่งดุเอาเรื่องอยู่ด้วย

"แต่ฉันเห็นจริงๆ นี่หว่า เด็กไอ้สูรย์รึเปล่า"

"ไอ้สูรย์มันไม่พาเด็กมันกลับมาหรอก เสี่ยงเกินไป แล้วนี่มันก็หายหัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว กว่าจะกลับก็คงดึกๆ น่ะแหละ"

เฮ้ย! แล้วที่ผมเห็นเมื่อกี้ มันคืออะไรล่ะ

สมองผมคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทางที่เดินกลับห้อง ผมเห็นเธอแน่ๆ แต่ทำไมเตชวิทย์กลับยืนยันว่าไม่มี หมอนี่คงไม่โกหกหรอก ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกให้นพสูรย์ หรือถ้าจะบอกว่าเขาโกหกเพื่อตัวเอง เขาเป็นคนพาเด็กผู้หญิงคนนั้นขึ้นตึกมาเอง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เตชวิทย์ไม่ใช่คนแบบนั้น อะไรที่เป็นอันตรายต่อการเรียนของเขา เขาจะไม่ทำเด็ดขาด

แล้วเธอเป็นใคร...มาจากไหน...มาทำอะไรที่นี่...

"นี่..." เสียงใสทักขึ้นที่ด้านหลัง ผมเหลียวกลับไปตามสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง...เด็กผู้หญิงคนนั้น!

"นายเห็นฉันจริงๆ ด้วย" เธอหัวเราะเสียงใส ท่าทางมีความสุขเอามากๆ ว่าแต่ 'เห็นจริงๆ ด้วย' มันหมายความว่ายังไง

ผมเริ่มขนลุก รู้สึกว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ

"เธอ...ขึ้นมาได้ยังไง นี่มันหอชายนะ เขาห้ามผู้หญิงขึ้น" ผมถามออกไปหลังจากที่ตั้งสติได้

สาวน้อยนั้นมองซ้ายมองขวา แล้วหันกลับมามองผมตาปริบๆ

"ทำไมถึงห้ามล่ะ"

"ก็นี่มันหอพักนักเรียนชาย เด็กผู้หญิงไม่ควรขึ้นมา มันเป็นกฏน่ะ"

"ทำไมล่ะ"

นี่...แม่คุณ จะเล่นคำถามแบบนี้อีกนานมั้ยเนี่ย

"เอาเถอะน่า กฏก็คือกฏ ทางที่ดีเธอรีบกลับไปซะดีกว่า จะกลับหอหรือกลับบ้านก็เรื่องของเธอ"

เป็นเรื่องล่ะสิ พอผมพูดจบ หน้าเธอก็เริ่มงอง้ำ ในที่สุดก็ส่งเสียงสะอึกสะอื้นออกมา ทำเอาผมต้องถึงกับอึ้งไป

"นายรังเกียจฉันเหรอ" เธอตัดพ้อ ผมจึงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ใช่ แต่นี่มันหอพักชาย เธอขึ้นมาบนนี้จะไม่เหมาะ อยากจะเจอใครก็ควรลงไปรอที่ใต้ตึกจะดีกว่า"

"อย่างนั้นเหรอ" ว่าแล้วเธอส่งยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา ก่อนจะหมุนตัวเดินลงบันไดไปอย่างว่าง่าย

หากแต่เธอเพิ่งเลี้ยวหายไปตรงเหลี่ยมบันไดเพียงครู่หนึ่ง ผมก็เห็นเธอกลับขึ้นมาใหม่พร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์

"มีอะไรอีกล่ะทีนี้" ผมถามออกไป ทว่าเสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงเธอ

"อะไรเหรอจ๊ะ ไทวะ" ครูปานลักษมิ์ ครูประจำห้องพยาบาลของหอพักชายเดินขึ้นบันไดตามหลังเด็กสาวคนนั้นมา

"เอ่อ เปล่าครับ"

ครูปานยิ้มอย่างอ่อนหวาน นางฟ้า...ยังไงก็เป็นนางฟ้าล่ะนะ

"จริงสิ ไทวะเห็นปากกาของครูมั้ยจ๊ะ ที่เป็นหมึกซึม ด้ามสีเงินน่ะจ๊ะ"

ผมนิ่งคิดนิดหนึ่ง จำได้ว่าปากกาด้ามนี้ เป็นด้ามที่ผมเห็นครูปานใช้อยู่ประจำ ดูท่าว่าจะเป็นของหวงเสียด้วย ทว่าในตอนนั้นเอง ผมก็เห็นแท่งสีเงินบางอย่างแกว่งไปมาอยู่ในมือของเด็กผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเวลานี้ยืนทำหน้าล้อเลียนนางฟ้าของผมอยู่ด้านหลังเธอเอง

"นั่นไงครับครู เด็กคนนั้นถือยู่" ผมชี้มือไปทางด้านหลังครูปาน เธอจึงหันมองกลับไป แล้วก็หันกลับมาใหม่ด้วยสีหน้างุนงงสงสัย

"เด็กคนไหนจ๊ะ ไม่เห็นมีใครเลย"

หา!

"ก็คนที่ยืนอยู่ข้างหลังครูไงครับ"

ครูปานมองกลับหลังไปอีกครั้ง แล้วก็หันกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับทำหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย

"ไทวะ อย่าล้อครูเล่นสิ ครูกลัวเหมือนกันนะ"

ผมนิ่งไป คิดว่าหน้าตาผมตอนนั้นคงตลกมาก ยายเด็กป่วนนั่นจึงกุมท้องหัวเราะแบบไร้เสียงจนหงายหน้าหงายหลังไป

"เอ่อ...ผะ...ผมขอโทษครับครู" ในที่สุดผมก็ตัดสินใจจะไม่ยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเห็น เพื่อไม่ให้ครูปานรู้สึกกลัว ทว่าตัวผมเองตอนนั้นขนลุกเกรียวเลยทีเดียว

"ไม่เป็นไรจ๊ะ ยังไงถ้าเธอเห็นปากกาของครูก็เก็บไว้ให้ครูด้วยนะ"

"คะ...ครับ"

"ขอบใจจ๊ะ" ครูปานบอก ก่อนจะเดินลงบันไดไป โดยมีเด็กสาวตัวป่วนคนนั้นเดินตามเธอไปติดๆ

ว้าก! ผมอยากร้องออกมาแบบนี้ แต่ร้องไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่นเป็นครู่ใหญ่ กว่าจะลากเท้าพาตัวเองกลับห้องด้วยความลำบากยากเย็น

ผมกลับมาถึงห้องตัวเองด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ ยังรู้สึกขนลุกขนพองไม่หาย ไอ้ที่ตั้งท่าเตรียมจะอ่านสมุดจดซึ่งยืมมาจากเตชวิทย์เพื่อทบทวนบทเรียน ก็ไม่มีสมาธิเสียแล้ว เพราะในใจมันเอาแต่วนเวียนคิดถึงเรื่องสยองเมื่อครู่

...ไม่มีใครเห็นเด็กสาวคนนั้น นอกจากผม

"งั้นก็ผีน่ะสิ!" ผมโพล่งออกมา ทำเอาทวยะหันเหความสนใจจากหนังสือ 'บุตรแห่งซาตานฯ' ที่เขาอ่านมาเป็นแรมเดือนขึ้นมาชำเลืองมองผม

"เจอผีมาเหรอ" เขาถามน้ำเสียงนิ่ง ราวกับไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น...ใช่สิ สำหรับหมอนี่ เรื่องแบบนี้มันเป็นปกติธรรมดาอยู่แล้ว

"ไม่...ไม่ใช่...ไม่ใช่หรอก" ผมตอบกลับไป รู้สึกเลยว่าเสียงตัวเองสั่นนิดๆ

"แล้วอยากเจอมั้ยล่ะ" คำถามแบบนี้แหละ ที่จะออกจากปากไอ้วายร้ายทวยะ

"ไม่" ผมตอบเสียงเด็ดขาด

"งั้นก็แล้วไป" ทวยะหัวเราะ หึๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมือต่อ ส่วนผม กะจิตกะใจจะทบทวนบทเรียนที่ตั้งใจไว้ได้มลายหายไปแต่แรกแล้ว

###
 
เช้าวันต่อมา ทันทีที่ผมลืมตาตื่น ภาพที่ผมเห็นก็คือใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้น ที่โน้มลงมาใกล้จนแทบชิด

"เฮ้ย!" ผมร้องลั่น เบิกตาโตมองเธอ แล้วหันไปทางเตียงเพื่อนร่วมห้องของผม ซึ่งบัดนี้ว่าเปล่า...

"นายผิดสัญญา" เด็กสาวบอกน้ำเสียงแง่งอน เพ่งตาวาวราวกับจะมองทะลุตัวผมไป

"สะ...สัญญาอะไร" ผมถามเสียงสั่น

"ก็เมื่อวานนายบอกให้ฉันไปรอที่ใต้ตึก ฉันก็ไปรอ แต่นายไม่เห็นมา"

"ฉะ...ฉันไม่ได้บอกจะไปหาเธอที่ใต้ตึกซักหน่อย"

"นายบอก!" เด็กสาวคนนั้นร้องเสียงแหลม ดวงตาวาวยิ่งวาววับราวกับมีดาบปลายแหลมพุ่งออกมาจ่อที่คอผม

"อย่าดุมากนักเลย เพื่อนฉันยิ่งขวัญอ่อนอยู่" ทวยะส่งเสียงปรามอย่างนุ่มนวล ส่วนตัวเขา ยืนพิงผนังกอดอกอยู่ด้านหลังเธอนี่เอง

"แต่เขาผิดสัญญากับฉันก่อนนี่น่า" เธอหันไปโอดครวญกับเพื่อนของผม

"ฉันว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดน่ะ เขาไม่รู้หรอกว่าเธอถือเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ อ้อ...แล้วถ้าเธอทำให้เขากลัวขึ้นมา เธอจะไม่มีเพื่อนนะ" ทวยะอธิบาย เด็กผู้หญิงคนนั้นจึงยอมถอยกลับไป ให้ผมได้หายใจทั่วท้องหน่อย

เมื่อผมตะกายขึ้นจากเตียงได้ ก็กระโดดไปเกาะหลังเพื่อน

"นี่มันอะไรกันวะ" ผมร้องถาม ทว่าแทนที่ทวยะจะตอบ เขากลับถอยฉากออกไป ปล่อยให้สาวน้อยนั่นค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามา

"จะอะไรล่ะ ฉันก็มาหาเพื่อนน่ะสิ นายเป็นเพื่อนของฉันนี่" เธอตอบเสียงร่าเริง

"ทะ...ทวยะ นายพายายนี่มาเหรอ นาย...นายรับผิดชอบไปเลยนะ"

"ไม่มีใครพาฉันมาทั้งนั้นแหละ ฉันอยู่ที่นี่แต่แรกแล้ว เพียงแต่นายเพิ่งจะเห็นฉันเองต่างหาก"

อยู่มานานแล้ว แต่เพิ่งจะเห็น...ว้าก! ผีแน่ๆ ผมยกมือไหว้ท่วมหัวปลกๆ ในใจพยายามนึกถึงบทสวดมนต์ทั้งหลายทั้งแหล่ ทว่าเด็กคนนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะถอยออกไปเลย มีแต่จะก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้นๆ แถมยังเอื้อมมือทั้งสองออกมา ราวกับตั้งท่าจะบีบคอผมอย่างไรอย่างนั้น

"พอเถอะ เดฟี่" เสียงทวยะดังขึ้นในตอนนั้นเอง พร้อมกับร่างของเด็กสาวนั้นก็หดเล็กลงไปอย่างกะทันหัน กลายเป็นตัวเล็กราวกับเด็กสามขวบ ลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศ ชุดกระโปรงสีแดงที่เธอสวมแต่แรกก็หดเล็กไปตามรูปร่างของเธอด้วย

"โธ่เอ๊ย! นายไม่น่ามาขัดจังหวะเลย" เด็กน้อยนั่นหันไปแหวใส่เพื่อนของผมทันที ตอนนั้นเองผมจึงเห็นว่ามือเพื่อนของผมกำลังวางอยู่บนศีรษะของเธอ

ทวยะไม่ได้พูดอะไร ไม่ต่อล้อต่อเถียง แค่ดึงมือตัวเองกลับ แล้วก็ยืนเงียบตามวิสัย

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก พึมพำออกมา "แคสเปอร์นี่เอง" 

"แคสเปอร์อะไร" ยายเด็กน้อยหันมาแยกเขี้ยวใส่ผม ทำเอาผมสะดุ้งจนถอยหลังไปติดผนัง "ฉันชื่อเดฟี่ต่างหาก เป็นภูตอยู่แถบนี้"

ว้าก! ภูตอีกแล้วเหรอ คราวที่แล้วก็ภูตวารี คราวนี้ยังมีภูตเด็กอีก

ยายภูตเดฟี่คงเห็นว่าผมยังตื่นกลัวไม่หาย จึงทำหน้างอ บ่นอุบอิบ "อะไรกัน ฉันเป็นเพื่อนนายนะ ทำไมต้องทำท่ากลัวแบบนั้นด้วย ทวยะยังไม่เห็นกลัวเลย"

แน่สิ คนประหลาดอย่างหมอนั่นจะกลัวได้ยังไงล่ะ...

"หมอนั่นไม่กลัว ธะ...เธอก็ไปหาหมอนั่นสิ" ผมรวบรวมความกล้า บอกออกไป

"โหย ไม่เอาละ" ยายภูตเด็กทำหน้าเบ้ "ทวยะน่ะคุ้มดีคุ้มร้าย ตอนนี้ก็ดีๆ อยู่หรอก แต่ถ้าแฝดนั่นออกมาเมื่อไหร่ ฉันก็ไม่อยากอยู่ใกล้หรอก"

ตั้งแต่คุยกับยายเดฟี่นี่มา นี่ท่าจะเป็นครั้งแรกที่ยายนี่พูดถูก ผมชำเลืองมองทวยะ เห็นหางตาของเขาเหลือบมองมาที่ผม พร้อมกับรอยยิ้มชวนขนลุก ตอนนั้นเอง ที่ผมเห็นประกายไฟสีเขียวๆ ลุกขึ้นในดวงตาของเขา

มันมาแล้ว ฝาแฝดของที่ทวยะที่เดฟี่เพิ่งพูดถึงอยู่แหม่บๆ ทางที่ดีที่สุดที่จะรับมือกับหมอนี่คือ อยู่เฉยๆ เสีย...

"นายก็รู้นี่ว่าฝาแฝดของทวยะเกเรขนาดไหน" เดฟี่ยังคงบ่นต่อโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าไฟกำลังลามเลียมาถึงตัว "ไม่ว่าจะเป็นภูตเป็นผีที่ไหน เขาไม่ไว้หน้าทั้งนั้น จับเผาได้หมด..."

"แบบนี้ใช่มั้ย" ทวยะพูดแทรกเสียงเย็น ก็ประกายไฟสีเขียวจะลุกติดปลายผมสีน้ำตาลแดงของเธอ

"กรี๊ด!" เดฟี่ร้องลั่น พลันร่างก็เธอก็หายแวบไปกับตา

"นายทำอะไรน่ะ ทวยะ" ผมร้องถามขึ้นด้วยความตระหนก และสงสารยายภูตน้อยขึ้นมาจับใจ

"ก็ช่วยนายยังไงล่ะ" เขาตอบหน้าตาเฉย แต่ก็เป็นคำตอบที่ทำให้ผมลดเสียงลงได้

"แล้วยายนั่นจะเป็นอะไรรึเปล่า"

"ไม่เป็นไรหรอก นั่นน่ะ ภูตนะ ผมไหม้นิดเดียว ซ่อมแป๊บๆ ก็เสร็จ" เขาพูดราวกับภูตเดฟี่นั่นเป็นตุ๊กตาจริงๆ "ว่าแต่นายเถอะ ระวังให้ดี เธอถือนายเป็นเพื่อนแล้ว ต่อจากนี้จะตามติดนายไม่ปล่อยแน่"

คำพูดของทวยะ ทำเอาผมรู้สึกสยองจนเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทีเดียว

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet