Half Twins # ตอน ภูตวารี

posted on 28 Oct 2008 10:09 by nukrob  in Writing
รอบตัวทวยะ รูมเมทของผม มักมีเหตุประหลาดเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นอยู่เสมอ อย่างเช่นกลางดึกคืนหนึ่ง อยู่ดีๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นอน

"เป็นอะไรวะ?" ผมงัวเงียถามเขา ขณะยันตัวลุกขึ้นบ้าง

"เอ่อ...ไม่มีอะไร" นั่นเป็นคำตอบจาก 'ไอ้บ้าเงียบทวยะ' แล้วเขาก็ล้มตัวลงนอนตะแคง หันหลังให้ผม

ถึงเขาจะพูดอย่างนั้น แต่ผมก็รู้ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ คนอย่างทวยะไม่มีอะไรจะทำให้เขาสะดุ้งขึ้นมากลางดึกได้โดยไม่มีสาเหตุหรอก

"นี่...ถ้านายกลัวว่าฉันจะช็อคตายเพราะเรื่อง 'ไม่มีอะไร' ของนายล่ะก็" ผมบอกเขา "ไม่ต้องห่วง ไม่มีเรื่องอะไรจะทำให้ฉันช็อคได้เท่ากับเรื่องของนายแล้วล่ะ...ฝาแฝดในร่าง เดียว"

ใช่แล้ว...ทวยะมีฝาแฝด และพวกเขาก็อยู่ในร่างเดียวกันเสียด้วย

นั่นทำให้เขากลายเป็นคนสองบุคลิก หนึ่ง คือ 'ไอ้บ้าเงียบ' เพราะเมื่อใดที่เขาอยู่ในบุคลิกนี้ เขาจะพูดน้อยมาก เรียกได้ว่า ถามคำตอบคำ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าเขามีน้ำใจและน่าคบกว่า อีกบุคลิกหนึ่งซึ่งตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง นอกจากจะแล้งน้ำใจแล้ว ยังชอบหาเรื่องแกล้งผมด้วยวิธีประหลาดต่างๆ นานาด้วย ผมจึงเรียกว่า 'ไอ้วายร้ายทวยะ'

ผมเคยถามเขามากกว่าหนึ่งครั้งว่า ทำไมพวกเขาจึงมาอยู่ในร่างเดียวกัน แต่คำตอบที่ได้จากไอ้บ้าเงียบทวยะ ก็คือความเงียบ ส่วนไอ้วายร้าย มันเสหันไปคว้าปิศาจตัวจ้อย หน้าตาเหมือนผึ้งขนาดเท่าฝ่ามือจากกลางอากาศมาใส่คอเสื้อผม มันจึงต่อยหลังคอผมเข้าให้ ก่อนไอ้บ้าเงียบทวยะจะช่วยเอาเหล็กไนออก

"นายอยากรู้จริงๆ เหรอ ไทวะ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ นิ่งๆ แบบไอ้บ้าเงียบทวยะ แต่ผมรู้ว่าคำถามแบบนี้จะไม่หลุดจากปากเขาแน่นอน ถ้าไม่ใช่ไอ้วายร้ายทวยะน่ะ

ผมเริ่มรู้สึกหวาดๆ แต่ยังรับคำออกไป มันเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายของผม...นิสัยที่ทวยะให้คำนิยามว่า...ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น

ทวยะลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง หันมองมาทางผม ดวงตาของเขาดูวาวขึ้นในความมืด ราวกับสัตว์นักล่าในยามราตรี

"ฉันได้ยินเสียง..." เขาบอกเสียงเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ "ภูต...วา...รี"

เสียงต่ำเย็นยะเยือกของเขาทำให้ผมรู้สึกสันหลังเย็นวาบ จนต้องดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว นอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม และได้ยินแต่เสียงหัวเราะกวนประสาทของทวยะ

---

เช้าวันต่อมาเป็นวันเสาร์ ผมเดินตามทวยะมาโดยที่เขาไม่ได้ชวน เพราะคาดว่าเขาจะต้องไปทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้เขาสะดุ้งจากเตียง เมื่อคืนแน่ๆ ทวยะไม่ได้ไล่ผมกลับ เราจึงออกจากหอพักชายของโรงเรียนมาด้วยกัน ระหว่างที่เราลงมาถึงใต้หอพักก็พบกับพี่พฤกษ์ รุ่นพี่ปีสองที่แสนจะใจดี

"ว่าไง จะไปไหนกันเหรอ?" พี่พฤกษ์ทักด้วยเสียงร่าเริง แต่มันเป็นคำถามที่ผมตอบไม่ได้ ยังดีที่ทวยะยอมบอกออกมา

"ไปธุระข้างนอกนิดหน่อยครับ"

"อืม...งั้นเดินทางระวังหน่อยล่ะ"

ทวยะรับคำ ในตอนนั้นเองที่ครูปานลักษมิ์เข้ามาเรียกพี่พฤกษ์ไปคุยด้วย ท่าทางเหมือนมีเรื่องเร่งด่วน พี่พฤกษ์เองพอฟังแล้วก็หน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

"ครับๆ ผมจะไปเดี๋ยวนี้" ได้ยินพี่พฤกษ์ตอบรับ แล้วเขาก็รีบผละมาด้วยท่าทางร้อนรน

"มีอะไรรึเปล่าครับพี่พฤกษ์?" ผมถามขึ้นในตอนที่พี่พฤกษ์เดินรี่จนแทบจะวิ่งผ่านพวกเราไป

"พี่ต้องรีบไปโรงพยาบาลในเมืองน่ะ พ่อป่วย ไปก่อนนะ" เขาตะโกนบอกกลับมา พร้อมกับวิ่งเลี้ยวหายไปตามทางโค้งหน้าอาคารเรียนหลังที่สาม

ผมเองก็พอจะรู้จักพ่อของพี่พฤกษ์อยู่บ้าง เคยเจอกันก็หลายครั้ง ท่านเป็นคนใจดี ผมยังเคยคิดอยู่บ่อยๆ ว่าพี่พฤกษ์ท่าจะถอดแบบมาจากท่าน และถ้าผมจำไม่ผิด ท่านมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่โต ฐานะทางบ้านของพี่พฤกษ์จึงจัดว่าดีทีเดียว

ทวยะยืนนิ่งมองตามหลังพี่พฤกษ์พักหนึ่ง แล้วค่อยเดินนำผมไปต่อ เราเดินออกจากประตูโรงเรียน ไปที่สถานีรถไฟ แล้วจับรถไฟเที่ยวเก้าโมงสิบห้า เพื่อนั่งไปในตัวเมือง

เราลงจากรถไฟที่สถานสุดท้าย ก่อนที่รถไฟจะเคลื่อนออกจากตัวเมือง แล้วเดินเท้ากันต่อไปอีกราวสิบนาที จึงพบกับบริเวณที่กำลังมีงานก่อสร้างขยายถนน...

พื้นที่ก่อสร้างที่ไหนๆ ก็เต็มไปด้วยฝุ่นทราย ร้อนจนตับแทบจะแลบออกจากปาก แต่งานขยายถนนเช่นนี้จะต้องทำกันในตอนกลางคืนเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร เวลานั้นจึงไม่ใช่เวลาทำงาน ทวยะกับผมจึงเดินเลาะริมทางเข้าไปในเขตก่อสร้าง

บริเวณนั้นเป็นพื้นทรายที่ได้รับการอัดและเกลี่ยเพื่อปรับพื้นที่ และเนื่องจากละแวกนั้นก็เป็นละแวกบ้านคนมีเงิน ดังนั้นตลอดริมถนนที่กำลังสร้างจึงเป็นแนวกำแพงยาวเหยียด ถัดจากแนวกำแพงยาวเหยียดก็ยังเป็นแนวกำแพงยาวเหยียดอีก

ทวยะมาหยุดอยู่ที่หน้าริมกำแพงบ้านหลังหนึ่ง สังเกตว่าตรงนั้นมีปลายท่อซึ่งยังมีน้ำไหลเอื่อยๆ ต่อออกมาจากหลังกำแพง แรงน้ำทำให้พื้นทรายตรงจุดนั้นกลายเป็นแอ่งน้ำน้อยๆ

"อ้อ..." ทวยะพึมพำ แล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผม "ไปกันเถอะ" เขาบอก แล้วกำเดินผ่านผมไป

...แค่นี้น่ะหรือ ที่เราอุตส่าห์มากันแต่เช้า? แค่มาดูพื้นที่ก่อสร้างนี่นะหรือ? ...ผมคิดอยู่ในใจ รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็หันหลังเดินตามเขาโดยไม่พูดอะไร

---

"ถามจริงๆ เถอะ นายมาทำอะไรแถวนี้น่ะ?" ผมถามขณะที่เรากำลังเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ

"ธุระ" ทวยะตอบสั้นๆ แต่กลับไม่ได้ให้ความชัดเจนกับผมเลย

"ธุระบ้าอะไรในเขตก่อสร้างวะ?" ผมถามต่อ ทว่าทวยะกลับเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ได้ขยายความ

"ทวยะ..." ผมลากเสียงด้วยความหงุดหงิด รู้ว่าเขากำลังจะเลี่ยงไม่ตอบคำถามผมเช่นเคย ซึ่งเขาก็คงจะรู้เช่นกันว่าเลี่ยงอย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้ จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะบอกออกมา

"ตรงนั้นเคยเป็นลำคลองมาก่อน เป็นคลองทั้งสายเลยก่อนที่จะมีถนน พอมีการตัดถนนเข้ามา มันก็ทำให้คลองแคบลง จนในที่สุดคลองก็ถูกถมจนหมด..."

"อ๋อ..." ผมพยักหน้า "แล้วยังไงต่อ?"

"คลองถูกถม ชีวิตในคลองก็ไม่มีที่ไป" เขาพูดเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงของเขาทำให้ผมรู้สึกสลดไปกับชะตากรรมของพวกมัน

"แล้วนาย...จะช่วยมันยังไงล่ะ?"

"ฉันช่วยอะไรไม่ได้หรอก มันเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์"

...อ้าว! แล้วมาทำไมล่ะเนี่ย?...ผมคิดสงสัยอยู่ในใจ

ระหว่างที่เราเดินมาถึงสถานีรถไฟ ผมกะว่าทวยะคงจะเลี้ยวเข้าสถานี เพื่อขึ้นรถไฟกลับโรงเรียน ทว่าเขากลับเดินผ่านไป ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้

"เฮ้...นายจะไปไหนต่อน่ะ?"

"โรงพยาบาล..."

---

อันที่จริง ระยะทางระหว่างบริเวณก่อสร้างทางกับโรงพยาบาลห่างกันร่วมสี่กิโลเมตรได้ แต่ทวยะกับผมก็เดินมาจนถึง แม้จะทำเอาพวกเราเหงื่อโชกเพราะความร้อนและแดดก็ตาม

เมื่อเรามายืนอยู่หน้าประตูอาคารผู้ป่วยนอก ประตูอัตโนมัติก็เลื่อนเปิดออก ปล่อยให้อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศพุ่งมาปะทะหน้า

"นายรู้นามสกุลของพี่พฤกษ์ใช่มั้ย?" ทวยะถาม ขณะก้าวเข้าไปในอาคาร ผมพยักหน้า คิดว่าคงต้องอาศัยนามสกุลนี้เพื่อถามหาห้องพักของพ่อพี่พฤกษ์ ทว่าทวยะกลับเดินดุ่มๆ ผ่านทางเชื่อมเข้าสู่อาคารผู้ป่วยใน แล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดอาคารไปทีละขึ้นๆ

ทวยะมาหยุดอยู่ที่ชั้นสิบของอาคารโดยมีอาการหายใจหอบเล็กน้อย ส่วนผมตามเขามาด้วยสภาพหอบแฮกเลยทีเดียว...ท่าว่าร่างกายผมคงไม่ฟิตพอ

เขาหยุดเพียงครู่เดียวแล้วก็ก้าวต่อ เดินตรงไปยังห้องหมายเลขหนึ่งศูนย์ศูนย์ห้า ที่หน้าห้องนั้นมีป้ายชื่อผู้ป่วยติดอยู่ ชื่อของผู้ป่วยนั้นไม่คุ้น แต่นามสกุลนั้น ผมจำได้ มันเป็นนามสกุลของพี่พฤกษ์นั่นเอง...แล้วทวยะไปรู้ได้อย่างไรว่าพ่อของพี่ พฤกษ์พักอยู่ห้องนี้?

ทวยะเอื้อมมือเคาะประตูเบาๆ สองครั้ง คอยอยู่ครู่หนึ่ง ประตูจึงเปิดออก...คนที่มาเปิดประตูไม่ใช่ใครอื่น พี่พฤษ์นั่นเอง

"อ้าว...มาได้ยังไงเนี่ย? เข้ามาก่อนสิ" พี่พฤกษ์เชื้อเชิญ น้ำเสียงไม่สู้ดีนัก "แล้วนี่รู้ได้ยังไงว่าพ่อพี่อยู่ห้องนี้น่ะ?"

"ไทวะจำนามสกุลของพี่ได้น่ะครับ" ทวยะตอบออกไป ซึ่งถึงมันจะเป็นคำตอบที่ไม่ค่อยตรงประเด็นนัก แต่ก็ทำให้คนฟังเข้าใจไปอย่างที่เขาต้องการได้ ซึ่งความจริง หมอนี่ก็ไม่ได้โกหก เพียงแต่เราไม่ได้ถามจากฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของโรงพยาบาลเท่านั้นเอง

เราเดินตามพี่พฤกษ์เข้าไปในห้อง พ่อของพี่พฤกษ์นอนอยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีสายท่อระโยงระยางเต็มไปหมด ที่สำคัญ แม้จะมีเครื่องช่วยหายใจ แต่เขาก็ยังดูเหมือนหายใจอย่างยากลำบาก จากท่าทางที่พยายามอ้าปากกลืนอากาศลงปอดอยู่ตลอดเวลา

แม่กับน้องสาวของพี่พฤกษ์เฝ้าดูอาการหัวหน้าครอบครัวอยู่ข้างๆ พอเห็นทวยะกับผมเข้ามาก็พากันลุกขึ้น แม่รับไหว้พวกเรา แล้วบอกให้ลูกสาวไปรินน้ำมาให้แขก

"ไม่ต้องหรอกครับ" ทวยะปฏิเสธอย่างสุภาพ "ผมมาครู่เดียวก็จะกลับแล้ว"

แม่พี่พฤกษ์พยักหน้ารับแล้วนั่งลงเฝ้าอาการสามีด้วยความเป็นห่วง

"ไม่ทราบคุณอาเป็นอะไรหรือครับ?" ทวยะถาม แม่พี่พฤกษ์ส่ายหน้าช้าๆ ถอนหายใจแล้วตอบด้วยเสียงแผ่วเบา

"ไม่รู้เหมือนกันจ๊ะ คุณหมอก็ยังบอกไม่ได้ เมื่อคืนตอนจะเข้านอน ก็เห็นดีๆ อยู่ สักพักก็ทำท่าเหมือนหายใจไม่ออก โบกไม้โบกมือเหมือนคนจมน้ำ แล้วก็ล้มลงไป พอพามาที่โรงพยาบาลก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละจ๊ะ" แม่เล่าเรื่องราวเหมือนอยากจะระบายความอัดอั้น และขอความช่วยเหลือไปพร้อมกัน

"ตอนแรกก็คิดว่าพ่อน่าจะโหมงานหนัก" พี่พฤกษ์ช่วยขยายความ "เพราะช่วงนี้

ทวยะเพียงแต่พยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร เขาก้าวเข้าไปยืนข้างเตียงคนไข้ มองใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปบอกกับแม่พี่พฤกษ์

"ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ พอดีมีธุระนิดหน่อย"

เราไหว้ลาแม่พี่พฤกษ์ แม่ก็อวยพรให้เราเดินทางดีๆ พี่พฤกษ์เดินมาส่งเราที่นอกห้อง และทำท่าจะลงไปส่งเราถึงหน้าโรงพยาบาล

"ไม่ต้องหรอกครับ พี่กลับไปดูและคุณอาต่อเถอะ" ทวยะบอกพี่พฤกษ์

ทว่าเมื่อรุ่นพี่ของเรากลับเข้าห้องไปแล้ว ทวยะกลับหันเดินไปทางตรงข้ามกับเมื่อตอนมา เขาตรงไปยังประตูเหล็กบานใหญ่ที่เหนือบานประตูมีอักษรสีแดงบนกล่องสีขาวเห็น ได้ชัด อักษรนั้นเขียนว่า 'ทางหนีไฟ'

ทวยะออกแรงดันบานประตูเหล็กให้เปิดออก ด้านหลังประตูเหล็กเป็นบันไดทอดยาวตั้งแต่ชั้นบนสุดจนถึงชั้นล่างสุดของ อาคาร เมื่อชะโงกมองจากชั้นที่เราอยู่ ภาพบันไดวกวนชวนให้หัวหมุนได้ไม่น้อย

บันไดนี้ยังอยู่ในตัวอาคาร รอบบันไดนอกจากประตูเหล็กที่เชื่อมเข้าสู่อาคารในแต่ละชั้นแล้ว รอบด้านล้วนเป็นผนังทึบ มีเพียงช่องหน้าต่างบานเล็กๆ สำหรับระบายอากาศ

"นายมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย?" ผมถามโดยไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบ

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น ทวยะไม่ได้ตอบ แต่ทรุดตัวนั่งลงที่บันไดขั้นแรก แล้วเริ่มพึมพำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แผ่วเบา

"พวกคุณเห็นผมแล้ว ผมก็รู้ว่าพวกคุณอยู่ที่นี่ ทำไมไม่ออกมาคุยกันหน่อยล่ะ?"

ผมเริ่มรู้แล้วว่าต้องมีเหตุการณ์ประหลาดๆ เกิดขึ้นอีกแน่ ผมจึงเอื้อมมือจับลูกบิดประตู เผื่อว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ผมจะได้วิ่งได้ทัน...

เป็นดังคาด รอบๆ บริเวณเริ่มปรากฏหยดน้ำเล็กๆ ลอยอยู่กลางอากาศ แล้วแต่ละหยดก็รวมตัวกันเป็นหยดน้ำขนาดใหญ่ขึ้นๆ จนน่ากลัว และก่อนที่หยดน้ำทั้งหมดจะรวมกันเป็นหยดเดียว ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องไปทั่ว

"ถ้าท่านจะขอชีวิตชายผู้นั้นล่ะก็..." เสียงนั้นเหมือนเสียงคนหลายร้อยคนพูดขึ้นพร้อมกัน ทั้งหญิงชาย ทั้งเด็กทั้งคนแก่... "พวกข้าคงให้ท่านไม่ได้"

ความคิดที่จะวิ่งหนีในตอนแรกยังคงอยู่ มือของผมจับลูกบิดแน่น แต่เท้าทั้งสองข้างกลับถูกตอกตรึงอยู่กับที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ผมเห็นทวยะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ไม่ใช่ยิ้มเยาะ แต่ยิ้มอย่างอ่อนโยน...

"ถ้าเขาตายแล้ว...พวกคุณจะได้ลำคลองคืนมามั้ย?"

หยดน้ำขนาดมหึมาที่น่าจะเติมเต็มแท้งค์น้ำขนาดนับพันลิตรได้ มันไม่มีรูปร่างแน่นอน ได้แต่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ เมื่อได้ยินคำของทวยะ มันก็นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะมีเสียงประหลาดดังขึ้นอีก

"เราฆ่าเขา เพื่อช่วยเหลือคลองสายอื่นๆ"

"ไม่มีเขา ก็ยังมีคนอื่นๆ อีก" ทวยะตอบกลับไป

"แล้วท่านจะให้พวกข้าทำอย่างไร? พวกมนุษย์จึงได้รู้สำนึก"

"มีวิธีอื่นอีกมากมาย...ใครทำอะไรไว้ ก็ต้องได้รับผลเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?"

หยดน้ำนั้นนิ่งไปอีก  แล้วเคลื่อนวนเป็นวงอยู่เหนือศีรษะเพื่อนของผม...คงต้องยอมรับว่าในตอนนั้น ผมกลัวจริงๆ กลัวว่ามันจะทำอะไรเพื่อนผม แค่มันทุ่มตัวสาดลงมาบนศีรษะเขา ด้วยน้ำหนักของน้ำทั้งแท้งค์ก็อาจจะทำให้ทวยะคอหักได้ไม่ยาก...ทว่ามันไม่ ได้ทำอะไรอย่างที่ผมหวั่น มันแค่เคลื่อนวนไปมาพักหนึ่ง ก็ยอมหยุด

"ได้...ข้าจะสนองตอบพวกมันด้วยกฏแห่งกรรม พวกมันต้องรับรู้ พวกมันต้องสำนึกเสียใจต่อความโง่เขลาของตัวเอง!"

สิ้นเสียง...หยดน้ำก็แตกออกเป็นหยดเล็กๆ แล้วแต่ละหยดก็แตกออกไปอีกเรื่อยๆ กลายเป็นหยดน้ำเล็กจนมองไม่เห็น...

ทวยะลุกยืนขึ้นเต็มความสูงแล้ว แต่ผมยังยืนนิ่งอยู่

"มัน...มันคืออะไรวะ?" ผมถาม รู้สึกว่าเสียงตัวเองสั่นนิดๆ

ทวยะเอียงคอจ้องหน้าผม ขยับเข้ามาใกล้ผม แล้วยื่นหน้าเข้ามา...ไม่ต้องใช้เวลาในการพิจารณานานเลย ท่าทางกวนประสาท แววตาชวนขนลุกแบบนี้...ไอ้วายร้ายทวยะแน่ๆ

เขาจ้องผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาไม่ได้กะพริบเลย

"แบร่!"

"ว้าก!" เสียงของเขาทำให้ผมสะดุ้งจนตัวโยน กระโดดไปชนประตูเหล็กจนเสียงดังสนั่น แล้วเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างพอใจ

"ไอ้บ้าเอ้ย! นี่มันโรงพยาบาลนะโว้ย" ผมโวยวายกลับ

"ชู่ว์..." ทวยะยกนิ้วชี้ไว้ที่ปาก ในดวงตายังดูเหมือนมีรอยยิ้มอย่างมีชัย "ห้ามส่งเสียงดังในโรงพยาบาลนะ"

เออ...โยนความผิดมาที่ผมอีก

"แล้วอยู่ๆ โผล่ออกมาทำไมวะ?" ผมถามด้วยความหงุดหงิด

"หมอนั่นเหนื่อยแล้ว ให้มันพักบ้างซี่" เขาตอบยิ้มๆ แล้วหมุนตัวไปดึงประตูเหล็กเปิดออก

...หมอนั่นเหนื่อยแล้ว...แปลว่าอะไร? ผมยืนคิดอยู่เป็นครู่จนได้ยินเสียงประตูเหล็กส่งเสียงคำรามปิดลง ผมสะดุ้งมองไปรอบๆ แล้วจึงพบว่าตัวเองอยู่คนเดียวในที่...น่ากลัว

"เฮ้ย! รอด้วยสิวะ" ผมกระโดดตะครุบลูกปิดประตู กระชากอย่างแรง แล้วกระวีกระวาดวิ่งตามเขาไป

---

"เย็นนี้ฝนท่าจะตกหนักแฮะ..." ทวยะพูดขึ้นลอยๆ

ผมชะโงกมองท้องฟ้ายามบ่ายที่สว่างกระจ่างใสจนแทบไม่เห็นปุยเมฆลอยล่อง ปล่อยให้แสงแดดส่องลงมาอย่างไม่ปราณี ดีที่ทวยะกับผมหลบแดดอยู่ใต้อาคารหอพัก รอบบริเวณก็มีแต่ต้นไม้สีเขียว จึงไม่รู้สึกร้อนกายมากนัก ทว่าจะอย่างไรผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้...ฝนจะตกได้อย่างไรในฤดูร้อนที่แสนจะ อบอ้าวปานนี้ หรือเป็นเพราะภาวะโลกร้อน?...

"นายรู้ได้ยังไงวะ?" ผมถามระหว่างกำลังเปิดกล่องนมสำหรับลูกแมว

"นายไม่เชื่อเหรอ?" เขาถามกลับ น้ำเสียงที่มีแต่ความเชื่อมันนั้นทำให้ผมขยาดจนไม่อยากตอบ เพราะถ้าผมตอบว่าเชื่อ...ผมก็โกหก แต่ถ้าตอบว่าไม่เชื่อ...หมอนี่ก็คงหาเรื่องแกล้งผมอีกแน่ๆ

อีกอึดใจหนึ่ง ไอ้วายร้ายทวยะจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากผมไปเป็นเจ้าหง่าวที่กำลังเดินมายังชาม นม ซึ่งผมกำลังรินให้อยู่ เขาเดินไปด้านหลังมัน ก้มตัวลง เอื้อมมือยึดหางมันไว้...

เจ้าลูกแมวสีขาวไม่ได้ขัดขืนเดินต่อ ทวยะจึงปล่อยมือนิดหนึ่ง แต่เมื่อมันทำท่าจะก้าว เขาก็จับหางมันไว้อีก คราวนี้มันจึงหันมองคนข้างหลัง ส่งเสียง 'เมี้ยว' เบาๆ เหมือนจะบอกว่า 'จะทำอะไรหนูน่ะ?'

ทวยะปล่อยมือให้มันเดินต่ออีกสองก้าว ก็จับหางมันไว้อีก คราวนี้เจ้าหง่าวมันคงจะร้องกรี๊ด แล้วบอก 'ปล่อยหนูนะ!' เพราะผมเห็นมันหมุนตัวฟ้อนเล็บใส่มือเขาอย่างว่องไว แต่คนอย่างหมอนี่น่ะหรือจะปล่อยให้ลูกแมวตัวเล็กๆ ฝากรอยเล็บไว้ง่ายๆ เขาหล่อยมือหลบ แล้วรอจังหวะที่มันพลิกตัวกลับ ฉกหลังคอมันขึ้นมาหิ้วสบายๆ

ทีนี้เจ้าหง่าวก็หมดฤทธิ์ ไม่ว่ามันจะพยายามคว้า พยายามข่วนเท่าไรก็ไม่ถึง ได้แต่ดิ้นปัดๆ ด้วยความโมโห

"ปล่อยมันเถอะน่า..." ผมบอกเสียงเอือม

"ไม่...มันจะข่วนฉัน" เขาเขย่าตัวลูกแมวน้อยในมืออย่างหมั่นไส้ ผมเห็นแล้วสงสารเจ้าหง่าวจับใจ จึงนิ่วหน้า ปรับเสียงดังขึ้นเล็กน้อย

"ก็นายแกล้งมันก่อนนี่หว่า"

พูดไปแล้วก็ให้นึกสมเพชตัวเองขึ้นมาทันควัน หมอนี่จะต้องหาเรื่องแกล้งผมแน่ เตรียมใจได้เลย...

ทว่าเขากลับไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้น ตรงกันข้าม กลับปล่อยเจ้าหง่าวลงมาข้างชามนมอย่างแผ่วเบา อีกทั้งยังก้มลงลูบหลังมันอย่างนุ่มนวลระหว่างที่มันกำลังเลียนมในชาม

นี่เป็นสัญญาณดี...เป็นสัญญาณว่าไอ้วายร้ายไปแล้ว ดังนั้นผมจึงกล้าต่อถามคำถามที่ตัวเองสงสัย

"นายแน่ใจเหรอว่าฝนจะตก?"

"ไม่ใช่แค่ตก" เขาบอกเสียงเรียบ "แต่ตกหนักมากด้วย"

"ตกหนักมาก?"

เขาเงยหน้ามองผมแล้วยิ้มที่มุมปาก

"ภูตวารีน่ะ ไม่ใช่ภูตเล็กภูตน้อยที่คอยแต่จะแกล้งมนุษย์หรอกนะ...พวกเขาน่ะ มีพลังอำนาจ ขนาดพลิกฟ้าคว่ำดินเลยทีเดียว เพียงแต่เราอยู่กับพวกเขามานาน ใช้ประโยชน์จากพวกเขาก็มาก ทำให้บางครั้ง มนุษย์เราก็มองข้ามพวกเขาไป"

---

ไม่ผิดจากที่ทวยะพูดไว้เลย พอตกเย็นเท่านั้น เมฆดำก็ก่อตัวรวมกันแน่น ปิดท้องฟ้าจนทั่วบริเวณมืดสลัวไปหมด และฝนก็เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว

ฝนยิ่งตกยิ่งหนัก...

มันตกตลอดคืน จนรุ่งเช้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด วันอาทิตย์วันนั้นจึงเป็นวันที่น่าเบื่อเหลือทน ผมได้แต่นั่งอยู่ที่ระเบียง มองหยาดน้ำที่สาดลงมาจากฟ้า โดยมีทวยะนอนอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่บนเตียง

กว่าฝนจะเริ่มซาก็บ่ายคล้อย ทวยะจึงเริ่มขยับตัว เขาลุกจากเตียงแล้วเดินออกจากห้อง ซึ่งแน่นอนผมต้องตามเขาไปด้วย

ในตอนแรกผมเดาว่าทวยะน่าจะไปเยี่ยมอาการพ่อของพี่พฤกษ์ เพราะหลังจากเขา 'เจรจา' กับภูตวารีแล้ว ก็น่าจะไปตามผลบ้าง แต่ผมคิดผิด...ทวยะและผมไปที่เขตก่อสร้างอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ เมื่อเราลงจากรถไฟ แล้วเดินไปตามถนนเฉอะแฉะไปได้ราวสิบนาที ก็เจอกับน้ำนองท่วมถนน...

เราเดินลัดเลาะหลบแอ่งน้อยๆ ที่นองด้วยฝน ไปตามทางเท้าที่สูงกว่าพื้นถนนเล็กน้อย ทว่าไปได้ไม่เท่าใดนัก ทางเท้าก็ถูกน้ำท่วมจนมิด ชาวบ้านแถบนั้นต้องเอาอิฐ หิน หรือวัสดุอื่นๆ มาก่อให้สูงขึ้น แล้วเอาไม้กระดานแคบๆ มาพาดเพื่อเป็นทางเดินชั่วคราว ส่วนบ้านหลังโตๆ ที่มีรั้วยาวล้อมรอบบริเวณบ้านอันกว้างขวางนั้น ถึงจะไม่ถูกน้ำท่วมเพราะถมพื้นที่ขึ้นมาเสียสูง แต่ถ้าจะออกจากบ้าน ก็คงต้องถายเรือกัน

ทวยะกับผมเดินมาอีกพักใหญ่ เพื่อนผมก็ตรงเข้าไปหาชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังยืนหันหลังมองออกไปยังถนนที่บัดนี้ดูเหมือนลำคลองมากกว่า

"กำลังชื่นชมผลงานตัวเองอยู่เหรอ?" เพื่อนผมถามออกไป

ชายผู้นั้นหันกลับมายิ้มเล็กน้อย พร้อมกับทำเสียงขึ้นจมูก

"นี่มันแค่ผลงานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น" เขาบอก น้ำเสียงแสดงความภาคภูมิใจในตนเอง

"ผมรู้...พวกคุณทำได้มากกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่า" แม้ความหมายในคำพูดจะน่าขนลุก แต่ทวยะกลับตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ

ผมพิจารณาดูคู่สนทนาของทวยะ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงสแลคสีดำ แม้การแต่งตัวจะธรรมดา แต่ก็ดูภูมิฐาน ทว่าเมื่อผมมองเรื่อยลงมาที่รองเท้าหนังขัดเงาของเขา ผมก็ต้องชะงักจนแทบหยุดหายใจ...

เขายืนอยู่เหนือน้ำ!

ผมแน่ใจว่าตัวเองเห็นไม่ผิด ไม่มีอะไรรองรับใต้พื้นรองเท้าของเขาอย่างแน่นอน แต่เท้าของเขาไม่จมไปในน้ำ...มันไม่ติดพื้นน้ำเลยด้วยซ้ำ

"ดูเหมือนข้าจะทำให้เพื่อนของเจ้าตกใจ" เขาบอกน้ำเสียงเจือหัวเราะ ซึ่งทำให้สติของผมกลับมาอยู่กับตัวอีกครั้ง ทว่าทวยะดูเหมือนจะไม่สนใจผมเท่าใดนัก

"ผมว่า คุณคงต้องแก้ไขเรื่องการพูดเสียก่อนที่จะไปคุยกับคนพวกนั้น...รูปลักษณ์ของ คุณดีแล้ว ถ้าคนพวกนั้นไม่ช่างจับผิดแบบเพื่อนผม ทีนี้ก็เหลือแต่การพูด"

"ต้องใช้ 'ผม' แทน 'ข้า' หรือ?"

ทวยะพยักหน้า "และใช้ 'คุณ' แทน 'เจ้า'"

ชายคนนั้นรับคำแล้วออกเดินไปพร้อมกับทวยะ ตรงไปยังชายกลุ่มหนึ่ง...

กลุ่มชายเหล่านั้นมีทั้งชายกลางคนและชายหนุ่ม ทั้งหมดสวมหมวกนิรภัยแบบวิศวกร สีฟ้าบ้าง เหลืองบ้าง กำลังย่ำลุยน้ำที่ท่วมสูงกว่าหัวเข่า พลางกางแผนที่และถกกันอย่างเคร่งเครียด ผมคาดว่าพวกเขาอาจจะเป็นพวกผู้รับเหมาก่อสร้างหรือผู้รับผิดชอบโครงการนี้

ทวยะกับชายลึกลับไม่ได้เดินลุยน้ำ พวกเขาลัดเลาะไปตามทางเดินชั่วคราวที่มีคนทำไว้ ผมสังเกตุว่าเท้าของชายลึกลับยังคงไม่ติดพื้น จนกระทั่งพวกเขาไปหยุดยืนดักหน้ากลุ่มชายดังกล่าว ซึ่งแน่นอน ผมต้องเดินตามไปด้วย จึงทำให้ผมได้ยินเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกัน

พวกเขากำลังเป็นห่วงงานก่อสร้างที่ต้องล่าช้าไปเพราะน้ำท่วม โดยไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมไปจนถึงเมื่อใดจึงจะลด เนื่องจากคลองในบริเวณนั้นถูกถมไปหมดแล้ว ทางระบายน้ำแห่งเดียวก็คือท่อระบายน้ำของเขต ซึ่งมักจะอุดตันเพราะขยะจากความมักง่ายของคนแถบนั้นเอง อีกทั้งยังมีเรื่องของหัวหน้ากลุ่มผู้รับเหมา ซึ่งอยู่ๆ ก็เกิดป่วยกะทันหัน ผมมารู้ในภายหลังว่า หัวหน้าผู้รับเหมานั้นคือพ่อของพี่พฤกษ์เอง

"ผมมีวิธีทำให้น้ำหมดไปภายในคืนเดียว..." ชายลึกลับเอ่ยขึ้น เรียกความสนใจจากคนกลุ่มนั้น "ผมสามารถช่วยคุณได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน"

เขาหยุดและมองไปที่ชายกลุ่มนั้น ซึ่งพวกเขาก็มองหน้ากันด้วยความแปลกใจ

"วิธีอะไร?" ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้น

ชายลึกลับกลองตาไปมา "ผมบอกคุณไม่ได้ มันเป็นความลับ"

"ความลับ?" ชายหนุ่มคนเดิมทวนคำอย่างไม่เชื่อถือ "คุณต้องการป่วนอะไรมิทราบ เราไม่ว่างมาเสียเวลากับเรื่องโกหกของเด็กๆ หรอกนะ" เขาว่าแล้วก็พาลมองมายังผมกับทวยะที่ยืนอยู่ข้างๆ

"คุณไม่คิดจะลองหน่อยหรือครับ? ถึงยังไงพวกคุณก็ยังไม่รู้จะทำอะไรให้มันดีกว่าการรอไม่ใช่หรือ?" ทวยะช่วยพูดแก้ไขสถานการณ์

ชายกลางคนอีกคนหนึ่งในกลุ่มนั้นพยักหน้า "แล้วข้อแลกเปลี่ยนของคุณคืออะไร?"

"ผมหวังว่าคลองจะไม่ถูกถมเพื่อสร้างถนนแบบนี้อีก" ชายลึกลับบอก

ชายกลุ่มนั้นพากันย่นคิ้ว มองหน้ากัน แล้วส่ายหน้า

"คุณเป็นพวกนักอนุรักษ์หรือ?" ชายกลางคนถามขึ้นอีก

"นักอนุรักษ์?" ชายลึกลับทวนคำอย่างสงสัย ทำให้ทวยะต้องชิงตอบไป

"จะพูดแบบนั้นก็ได้ครับ"

ชายหนุ่มคนเมื่อครู่ส่ายหน้าไม่เห็นด้วยทันที "พวกนักอนุรักษ์น่ะ ดีแต่ขัดขวางความเจริญ ถ้าไม่ขยายถนนแล้วจะให้ทำยังไง แถวนี้น่ะ รถติดขึ้นทุกวัน"

ทวยะยิ้มที่มุมปาก "ผมคิดแล้วว่าคุณต้องพูดแบบนี้ แต่พี่คนนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องไม่สร้าง มันมีวิธีอื่นที่ทำให้ไม่ต้องถมคลอง...อย่างเช่น สร้างถนนคร่อมคลองไป" เขาบอกแล้วหันมองที่ชายลึกลับเป็นสัญญาณ

"ใช่...เอ่อ...ครับ" ชายลึกลับพูด

ชายหนุ่มคนเดิมในกลุ่มนั้นไม่ได้พูดอะไรอีก แต่กอดอกเบือนหน้าไปทางอื่น

"ความคิดนี้น่าสนใจ" ชายกลางคนบอก "เอาเป็นว่าผมจะเอาเข้าที่ประชุม บางทีเราอาจจต้องตั้งทีมขึ้นมาศึกษา ถึงเวลานั้นผมคงต้องเชิญคุณเข้าร่วมทีมด้วย อ้อ! ลืมบอกไป ผมเป็นตัวแทนเขตที่รับผิดชอบโครงการนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับ" เขายื่นมือออกเพื่อขอจับมือแสดงไมตรีตามธรรมเนียมตะวันตก ทว่าชายลึกลับกลับมองมือเขา สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความฉงน

"เอาน่า...พี่ จับมือกับเขาหน่อย จะร่วมมือกันอยู่แล้วนี่" ทวยะพูดเหมือนหยอกไปแบบนั้น แต่ความจริงเพื่อบอกใบ้ให้กับชายลึกลับ

เราพูดคุยกับชายกลางคนอีกไม่กี่คำก็ขอตัวจากมา โดยมีผมเดินตามหลังมาติดๆ

"พวกเขาให้ข้าเข้าร่วม หรือพวกเขาต้องการให้ข้าทำอะไร?" ชายลึกลับเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

"คุณไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ ยังไงพวกเขาก็ติดต่อคุณไม่ได้อยู่แล้ว"

"ติดต่อไม่ได้...แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาจะทำอย่างที่พูดไว้จริง?"

ทวยะยิ้มเล็กน้อย "กฏแห่งกรรมมีไว้สนองตอบผู้กระทำ ถ้าพวกเขาถมคลองอีก ทางระบายน้ำก็ยิ่งลดลง น้ำก็ยิ่งท่วมง่ายขึ้น"

"แล้วเจ้าไม่รู้หรือว่าคนพวกนั้นจะรักษาสัจจะหรือไม่?"

"จิตใจมนุษย์ยากเกินหยั่ง ผมเองก็บอกไม่ได้ ผมรู้แต่ว่า ภูตวารี มีสัจจะแน่นอน"

ชายลึกลับหันมายิ้มให้ทวยะ "คืนนี้พวกข้าจะทำตามพี่พูดไว้แน่นอน" เสียงของเขาในช่วงท้าย กลายเป็นเสียงประสานของคนมากมาย จากนั้นรูปร่างของเขาก็บิดเบี้ยวไป ทำเอาผมต้องผงะถอยไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว เพียงครู่เดียว ร่างของเขาก็แตกออกเป็นหยดน้ำเล็กๆมากมาย จากหยดน้ำเล็กๆ ก็แตกออกเป็นหยดน้ำที่เล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมองไม่เห็น...

เมื่อเขาไปแล้ว ผมจึงก้าวมายืนข้างทวยะ

"ภูตวารี หน้าตาเป็นแบบนี้เองหรือเนี่ย?" ผมพึมพำให้เขาได้ยิน

"ร่างจำแลงน่ะ พวกเขาไม่มีรูปร่างแน่นอนหรอก"

"อืม...แล้วเขาจะทำยังไงให้น้ำหายไปในคืนเดียวล่ะ?"

"พวกเขาทำให้น้ำมาอยู่ที่นี่ในวันเดียวได้ การทำให้มันหายไปก็ไม่น่ายากไม่ใช่เหรอ?" เขาว่าแล้วเดินนำผมไปยังสถานีรถไฟเพื่อกลับไปยังหอพัก

ระหว่างที่เรากำลังเดินกลับเข้าหอพักอยู่นั้น ก็บังเอิญพบกับพี่พฤกษ์ที่หน้าหอ ท่าทางเขาดูสดชื่นขึ้นแล้ว เราจึงเข้าไปทักทาย

"พี่พฤกษ์ครับ คุณพ่อพี่เป็นยังไงบ้างครับ?" ผมถาม

"หายแล้ว ออกจากโรงพยาบาลแล้วล่ะ" เขาบอก แล้วก็นิ่วหน้าด้วยความฉงน "แปลกมาก...พอพวกนายกลับไปสักพัก พ่อพี่ก็หาย หมอจับตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ปอด ก็ปกติดีทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"

ทวยะยิ้มเล็กน้อย "นั่นน่ะสิครับ น่าแปลก" เขาบอก จากนั้นเราสองคนก็กลับขึ้นมาที่ห้อง

ตั้งแต่วันนั้น ทุกครั้งที่ผมไขก๊อกน้ำ มองสายฝน หรือทำอะไรที่เกี่ยวกับน้ำ ผมก็จะนึกถึงใบหน้าของชายลึกลับคนนั้นขึ้นมาทุกที และมันก็คงจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet