Half Twins # ตอน หินปิศาจ
posted on 23 Sep 2008 09:40 by nukrob in Writingตลาดริมทางรถไฟใกล้ๆ กับโรงเรียนเรียกได้ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเราชาวเด็กหอ เพราะไม่ว่าจะขาดเหลืออะไร ก็ต้องวิ่งมาที่นี่นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นเราต้องนั่งรถไฟเข้าเมืองไปอีกเป็นชั่วโมง
ผมชวนทวยะออกมาซื้อของใช้จำเป็นบางอย่างในตลาด ตอนนั้นเย็นมากแล้ว บรรยากาศโพล้เพล้ แต่คนชวนอย่างผมกลับต้องเดินตามเขามาเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไรกันเลยตั้งแต่ออกจากห้องมา
แม้ว่าผมกับทวยะจะอยู่ร่วมกันมาได้ราวสองสัปดาห์เศษแล้ว ซึ่งอันที่จริงสำหรับรูมเมทคู่อื่นๆ ก็คงรู้ไส้รู้พุงกันพอสมควร คู่ที่อยู่ด้วยกันได้ ก็คงสนิทสนมกันไป ส่วนคู่ที่อยู่กันไม่ได้ ก็คงเปิดศึกทะเลาะกันไปหลายยกแล้ว แต่สำหรับผมกับทวยะยังแทบเหมือนคนเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเท่านั้น...
"เฮ้! เย็นแล้ว หาอะไรกินหน่อยมั้ย?" ผมพยายามชวนเขาคุย แต่ทวยะเพียงแค่สั่นศีรษะเล็กน้อย โดยไม่หันมามองผมเลย
ผมคิดอยู่แล้วว่าคงต้องได้รับคำตอบในลักษณะนี้ มันเป็นปกติของเขา ที่บางทีก็เงียบและไม่สนใจใครหรืออะไรรอบข้างจนเหมือนอยู่คนเดียวในโลก แต่บางครั้งก็พยายามหาเรื่องแกล้งผมด้วยวิธีประหลาดๆ แถมยังขาดน้ำใจไร้น้ำมิตรอย่างแรง
ใช่...จะเรียกว่าเขาเป็นคนมีสองบุคลิกก็ได้ เท่าที่ผมจำแนก...หนึ่งก็คือ ไอ้บ้าเงียบ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าเขาเป็นผู้เป็นคนอยู่บ้าง ทว่าอีกหนึ่งนี่สิ มันเป็นไอ้วายร้ายราวกับนรกส่งมาเกิดเลยทีเดียว...
"ไอ้หนู อยากได้สร้อยไปใส่เล่นๆ สักเส้นมั้ย?" เสียงทุ้มสั่นของชายคนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง ผมหันกลับไปก็เห็นชายหลังค่อมคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมหมวกปีกกว้างสีน้ำตาลเก่าๆ และดึงลงมาต่ำจนปิดสันจมูก ทำให้ผมเห็นหน้าเขาไม่ชัด ในมือสั่นๆ ของเขายังมีสร้อยเชือกเส้นหนังสีดำ ตัวจี้เป็นหินแก้วรูปรี สีน้ำเงินคราม ไม่มีลวดลาย
"สนใจมั้ย? เหลือเส้นสุดท้ายแล้ว จะลดให้เป็นพิเศษ" ชายคนนั้นบอก
ผมมองไปที่สร้อยเส้นนั้น รู้สึกอยากได้มันขึ้นมา จึงยื่นมือออกไปเพื่อจะรับมันมาดู แต่กลับมีมือผอมเรียวข้างหนึ่งยึดแขนผมไว้ แล้วมืออีกข้างก็ลากคอผมห่างออกมา
"ทำอะไรวะ ทวยะ?" ผมร้องถาม หลังจากที่เขาปล่อยให้ผมเดินเองโดยอิสระ
"นั่นมันไม่ใช่ของดีหรอกนะ อย่างไปยุ่งกับมันจะดีกว่า" เขาบอก พลางเดินนำผมตรงไปยังร้านขายของชำ
"มันมีอะไร? ทำไมไม่ดีล่ะ?"
"นายไม่จำเป็นต้องรู้" เขาตอบ น้ำเสียงราบเรียบ
เอาล่ะ ถึงเขาจะบอกแบบนั้น แต่ผมก็เชื่อเขา เพราะเขามีพลังพิเศษเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ผมเชื่อว่าเขาคงมองอะไรออก แต่ผมก็ยังอดเสียดายไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อผมเห็นมันอีกครั้ง ในห้องเรียนของเช้าวันต่อมา...
###
อัทธ์เดินเข้ามาในห้องเรียน สิ่งแรกที่ผมเห็นก็คือ สร้อยเส้นเมื่อคืน มันคล้องอยู่ที่คอของเขา
อัทธ์เป็นเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกัน และห้องพักของเขาก็อยู่ติดกับผม ดังนั้นผมจึงได้ยินเสียงเขาทะเลาะกับรูมเมทที่ชื่อกฤตย์อยู่เป็นประจำ
อันที่จริง เรื่องที่พวกเขาเถียงกันก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องผลัดเวรกันทำความสะอาดห้อง เรื่องเก็บขยะไปทิ้ง เรื่องเปิดประตูแล้วไม่ยอมปิด และเรื่องจิปาถะอีกมากมาย ซึ่งผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นประเด็นได้
"ไง ไทวะ สร้อยนี่สวยล่ะสิ?" เขาถามผม คงจะเห็นว่าผมจ้องมันอยู่นานแล้ว
"อืม ก็สวยดี"
"ฉันเพิ่งซื้อมาเมื่อวาน มีลุงมาขายให้ถูกๆ" ดูท่าทางเขาภูมิใจนักหนา "ว่าแต่...นายทำการบ้านของครูนรินทร์มารึยังวะ?"
"เสร็จแล้ว เพิ่งปั่นเมื่อคืน"
"เหรอ ฉันยังไม่ได้ทำเลย" เขาพึมพำ พลางขมวดคิ้ว ท่าทางวิตกไม่น้อย "ถ้าครูนรินทร์ป่วย ไม่มาสอนวันนี้ก็ดีสินะ"
ผมไม่แน่ใจว่าจะด้วยแสงไฟหรืออย่างไรที่ส่องกระทบหินแก้วสีน้ำเงินคราม จนทำให้มันดูเหมือนมีแสงสีฟ้าสว่างเป็นจุดเล็กๆ อยู่ตรงกลางหินนั้น เมื่อตอนที่อัทธ์พูดจบ...
###
เท่าที่ผมเคยฟังมาจากรุ่นพี่ ดูเหมือนครูนรินทร์ ซาตานผู้คุ้มกฎแห่งหอชายจะเป็นคนเจ้าระเบียบ ไม่เคยสาย ไม่เคยลา ไม่เคยขาด แต่ตอนนี้เลยเวลาเข้าสอนไปสิบห้านาทีแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววครูนรินทร์เลย จนกระทั่งผ่านไปอีกห้านาที เพื่อนซึ่ง อชะ หัวหน้าห้อง สั่งให้วิ่งไปดูลาดเลาที่ห้องพักครูก็กลับมารายงานเหตุการณ์
"ครูนรินทร์ท้องเสียอย่างแรง งดสอนโว้ย!"
เสียงเฮลั่นราวกับยินดีกับหายนะของครูนรินทร์ดังขึ้น ในตอนแรกผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่คิดไปคิดมา ครูนรินทร์ก็เป็นคน ต้องมีเจ็บป่วยบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
แต่หลังจากนั้นมันก็มีเรื่องที่ทำให้ผมต้องให้ความสนใจจนได้ เมื่ออชะ พร้อมพวกอีกสองสามคนเดินตรงมาที่รุจยา คนสวยประจำห้อง
"ไม่มีเรียนแล้ว ไปเที่ยวด้วยกันมั้ย คนสวย?" เขาเริ่มลวนลามด้วยวาจาและสีหน้ากรุ้มกริ่ม
ที่จริงอชะก็ไม่ใช่คนทำงานดี หรือมีความรับผิดชอบอะไร ตรงกันข้าม เขาค่อนข้างเกเรและทำอะไรโดยไม่ค่อยเห็นใจคนอื่น ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง ก็เพราะใช้พวกมากต่างหาก
"ไอ้บ้า!" รุจยาตอบกลับ พร้อมกับหิ้วกระเป๋าลุกออกจากโต๊ะ แต่อชะคว้าข้อมือเธอไว้
"ไปเหอะน่า อย่าเล่นตัวนักเลย"
รุจยาพยายามดิ้นให้หลุดจากมือของเขา แต่ยิ่งดิ้นอชะก็ยิ่งบีบแขนเธอแรงขึ้น ตอนนั้นเองที่อัทธ์เข้ามาช่วยเธอไว้
"เอามือเน่าๆ ของแกออกไปห่างๆ รุจยาเดี๋ยวนี้นะ!" เขาตวาด แต่เขาแค่คนเดียว จะสู้พวกอชะถึงสามคนได้อย่างไร?
อชะบุ้ยปากเป็นสัญญาณให้พวกของตนเองลงมือ แต่ยังไม่ทันที่พวกของเขาจะเข้ามาถึงตัวอัทธ์ พวกนั้นก็ได้ยินเสียงร้องของหัวหน้าตัวเองเสียก่อน
"อ๊าก! ...อ๊าก! ..." เสียงร้องอย่างแตกตื่นหวาดกลัวของอชะ ทำให้คนในห้องข้างๆ กรูกันเข้ามาดู ในจำนวนนั้นมีทวยะรวมอยู่ด้วย...
ภาพที่ทุกคนเห็นในตอนนั้นก็คือ มือของอชะอยู่ๆ ก็คลายออกจากแขนของรุจยา แล้วปลิวลิ่วไปติดผนังด้านหลังใกล้กับเพดาน ฉุดให้ร่างของเขาลอยไปห้อยติดผนังด้วย แล้วมือข้างนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดง จนม่วง จนคล้ำ!
ทุกคนในบริเวณนั้นพากันตื่นตระหนกกับภาพที่เห็น มีเพียงทวยะเท่านั้นที่ยืนมองด้วยอาการสงบ แต่ดวงตาของเขาคล้ายกับสาดประกายเจิดจ้าไปที่มือของอชะข้างนั้น
จากนั้นก็ดูเหมือนแรงที่ดึงดูดมือของอชะอยู่จะหายไปเสียเฉยๆ เพราะตัวเขาร่วงร่วงตุบลงมาที่พื้นตามแรงโน้มถ่วง มือข้างนั้นตกห้อยอยู่ข้างตัวอย่างหมดแรง จนต้องให้พรรคพวกช่วยกันหิ้วปีกไปส่งห้องพยาบาล
###
"ฝีมือนายใช่มั้ย?" ผมถาม ขณะที่กำลังเดินกลับหอพักพร้อมกับทวยะในตอนเย็น
"เรื่องอะไร?"
"ก็ที่ช่วยอชะไว้ไง ฝีมือนายใช่มั้ย?"
"แล้วไง? ...อยากลองแบบนั้นมั่งมั้ยล่ะ?" เขาถาม น้ำเสียงกวนประสาทอีกแล้ว ผมไม่ค่อยชอบเขาในเวลาแบบนี้เลย เพราะทำให้ผมรู้สึกว่า ผมอาจจะถูกแกล้งเมื่อใดก็ได้
"นายทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ? อย่าบอกนะว่าคนที่ทำให้อชะเป็นแบบนั้นก็คือนาย?" ผมถาม แต่หวังว่าเขาจะปฏิเสธ
"เปล่า...แต่ว่า..." เขาหยุดนิดหนึ่ง ปั้นหน้าเครียดเหมือนกำลังครุ่นคิด "ก่อนหน้านั้นนายเห็นอะไรผิดปกติมั้ย?"
ผมใช้เวลานึกทบทวนนิดหนึ่ง
"ไม่มีนะ..." ผมตอบอย่างไม่มั่นใจ "เอ...แต่จะว่าไป มันก็เหมือนบังเอิญ"
"บังเอิญยังไง?" ทวยะถาม น้อยครั้งที่เขาจะถาม และมันก็เป็นโอกาสที่หาได้น้อยครั้งจริงๆ ผมจึงต้องรีบฉวยความได้เปรียบเอาไว้
"ถ้าฉันบอกแล้ว นายจะให้อะไรฉัน?"
เขาอึ้งไปนิดหนึ่ง ดูเหมือนจะแปลกใจไม่น้อยที่ผมเอาเรื่องนี้มาต่อรองกับเขาได้ แต่แล้วเพียงครู่เดียว เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"แกนี่มัน สุดยอดจริงๆ" เขาบอก พลางตบศีรษะผม จนผมแทบจะล้มหน้าคว่ำ "ก็ได้...ก็ได้...แกอยากได้อะไรล่ะ?"
"นายต้องให้ฉันมีส่วนกับเรื่องนี้..." ผมบอก "แล้วก็ต้องให้ฉันรู้ทุกอย่างที่นายรู้ด้วย"
"ก็ได้...ก็ได้..." เขาบอกยิ้มๆ เพราะเขาเองก็รู้ว่าไม่เคยหลีกเลี่ยงจากการซักไซร้ของผมได้เลย "เอาล่ะ ทีนี้บอกมาได้รึยัง?"
"ดูเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้น จะเป็นเพราะอัทธ์"
"อัทธ์...ใครวะ? มันเกี่ยวอะไรด้วย?"
"เกี่ยวอะไรงั้นเหรอ?" ผมยืนนึก "ฉันก็บอกไม่ถูกว่ามันเกี่ยวอะไร เหมือนกับว่ามันเป็นไปตามคำพูดของเขา ส่วนเขาเป็นใคร...เขาก็คือเพื่อนข้างห้องเรา คนที่อยู่ห้องหกศูนย์แปดน่ะ"
"อย่างนั้นเหรอ?" เขาจมอยู่ในความคิดอีกครั้ง
"เอ่อ...อีกอย่าง ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกันรึเปล่านะ แต่สร้อยเส้นเมื่อวานน่ะ ฉันเห็นมันอยู่ที่คออัทธ์"
"หือ? ...สร้อยเส้นเมื่อวาน!" เขาเบิกตาโต "เป็นเรื่องแล้ว!"
###
ผมไม่รู้หรอกว่าไอ้ 'เรื่อง' ที่ทวยะบอกมันคืออะไร แต่เมื่อเรากลับไปถึงหอพัก ยังไม่ทันได้เข้าห้องของตัวเอง เขาก็รีบมาเคาะประตูห้องข้างๆ ก่อน...
"มีอะไรเหรอ?" คนที่ออกมาเปิดประตูก็คือกฤตย์นั่นเอง
"ขอโทษที่รบกวนนะ แต่อัทธ์ไม่อยู่เหรอ?" ทวยะที่ดูเหมือนจะกลายเป็นคนเงียบขรึมอีกแล้ว ถามออกไปอย่างสุภาพ
"อืม...ไม่อยู่ ยังไม่เลิกเรียนมั้ง?"
ไม่ใช่หรอก...ครูนรินทร์งดสอนไปแล้วต่างหาก เพียงแต่อัทธ์ยังไม่กลับมาที่ห้องเท่านั้น
"งั้นขอบคุณนะ" ทวยะบอก ก่อนจะเดินไปหยุดยืนนึกอะไรบางอย่างอยู่หน้าประตูห้องหกศูนย์เก้า ซึ่งเป็นห้องของพวกเราเอง โดยยังไม่ยอมเปิดประตู ผมจึงเป็นคนไขประตูเข้าห้อง
ทวยะก้าวตามผมเข้ามา เขาโยนกระเป๋าลงบนเตียงตัวเอง แล้วแจ้นออกไปเคาะประตูห้องข้างๆ อีก
"ขอโทษอีกที แต่ถ้าอัทธ์กลับมาแล้ว ช่วยบอกด้วยนะ พอดีมีเรื่องด่วนต้องคุยกับเขาน่ะ"
กฤตย์พยักหน้ารับทีหนึ่ง รูมเมทของผมจึงกลับเข้าห้องมา ท่าทางยังคงใช้ความคิดจนคิ้วขมวดมุ่น
"มีเรื่องด่วนอะไรเหรอทวยะ?" ผมถามออกไปขณะที่เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ไทวะ...นายเห็นอะไรผิดปกติมั้ย ตอนที่เกิดเรื่องน่ะ?"
"ผิดปกติเหรอ..." ผมพึมพำกับตัวเองพลางนึก "ไม่มีนะ..."
"นายลองนึกดีๆ สิ นายเห็นอะไรผิดปกติกับหินแก้วอันนั้นรึเปล่า?"
"อืม...หินแก้วอันนั้น...ไม่รู้ว่าผิดปกติรึเปล่านะ คือฉันว่ามันเหมือนมีแสงสีฟ้าเป็นจุดอยู่ในหินน่ะ" ผมบอกเขาไปตามที่สังเกตเห็น
"นายอยากรู้มั้ยว่าแสงนั่นคืออะไร?"
แน่นอน ผมอยากรู้เป็นที่สุด ไม่บ่อยนักหรอกที่ทวยะจะอธิบายเรื่องต่างๆ ให้ผมฟังง่ายๆ ...ถ้าผมไม่ถามจนเขารำคาญเสียก่อน
"มันคือพลังชีวิต!"
"พลังชีวิต?" ผมทวนคำอย่างสงสัย "พลังของใคร? แล้วไปอยู่ในนั้นได้ยังไงวะ?"
"พลังชีวิตของอัทธ์น่ะแหละ...ฉันจะบอกให้ฟัง ใครก็ตามที่สวมหินแก้วอันนั้นอยู่ และใช้พลังจากมัน ก็จะถูกดูดพลังชีวิตไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย เขาก็จะเป็นเหมือนหุ่น นิ่ง ขยับตัวไม่ได้ ไม่มีชีวิต เพราะพลังชีวิตของเขาหมดไปแล้ว!"
ถ้าใครเห็นสีหน้าผมในตอนนั้นก็คงเข้าใจคำว่า 'หน้าถอดสี' ได้ดีทีเดียว...
###
ผมคิดว่าทวยะคงต้องใช้ความอดทนกับการรอคอยนี้มากทีเดียว ซึ่งถ้าเป็น 'ไอ้วายร้ายทวยะ' ก็คงไม่มีความอดทนมากขนาดนี้ แต่นี่เป็น 'ไอ้บ้าเงียบทวยะ' ถึงรอคอยได้โดยไม่แสดงท่าทีกระวนกระวายมากนัก
ตัวผมเองไม่ค่อยรู้สึกกังวลเท่าไหร่ คงเพราะผมยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความร้ายกาจของหินแก้วอันนั้น อีกอย่าง ผมรู้สึกว่าทวยะจะต้องหาทางช่วยอัทธ์ได้อย่างแน่นอน
สามทุ่มเศษ เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้องของเรา ทวยะถึงกับลุกพรวดขึ้นไปเปิดประตูทันที...
"พวกนายเรียกฉันมา มีอะไรเหรอ?" ผู้มาคืออัทธ์นั่นเอง ผมสังเกตว่าหน้าตาของเขาดูซูบไปเล็กน้อย ขอบตาของเขาดูคล้ำลงไปเหมือนคนนอนดึก
ทวยะไม่ได้ตอบในทันที เขามองไปที่คอของเพื่อนข้างห้อง หินแก้วอันนั้นยังห้อยอยู่ที่คอของเขา และดูเหมือนจุดแสงสีฟ้าในนั้นจะเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด...
"เอ่อ..." ทวยะเริ่ม "ขอฉันดูสร้อยหินอันนั้นหน่อยได้มั้ย?"
อัทธ์ก้มมองหินแก้วที่คอของตัวเองก่อนตอบ "นี่น่ะเหรอ? ได้สิ..." เขาทำท่าจะถอดมันออก แต่แล้วก็ชะงักไว้
"โทษทีนะ พอดีคนขายเขาบอกให้สวมติดตัว ไว้ไม่ให้ถอดน่ะ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ขลัง..."
"ขลัง...เขาบอกนายอย่างนั้นเหรอ?" ทวยะหรี่ตามองเขาอย่างค้นหา
"ใช่...เขาบอกว่า ถ้าฉันสวมไว้ตลอด มันก็จะบันดาลให้สิ่งที่ฉันต้องการเป็นความจริงขึ้นมา..." เขาบอกอย่างภูมิใจ "มันก็จริงนะ วันนี้ฉันรู้สึกเหมือนมีวาจาสิทธิ์เลยแฮะ"
"วาจาสิทธิ์...ยังไง?" ผมถาม
"อย่างเมื่อกี้ไปกินข้าวกับรุจยา..." เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ยกมือลูบหลังคอด้วยความเขินอาย "พอดี รุจยาจะขอเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยไว้น่ะ แล้วพอไปถึงที่ร้าน ที่นั่งก็เต็มหมด ตอนแรกฉันก็คิดว่าบังเอิญนะ ที่มีคนลุกจากโต๊ะทันทีที่ฉันบอกว่า...น่าจะมีคนลุกได้แล้วน่ะ"
"ลุกทันทีเหรอ?" ผมถามต่อไปอีกตามนิสัยส่วนตัวของผม
"อืม..." เขาทำท่านึก "ก็ไม่เชิงนะ ดูเหมือนจะมีคนหนึ่งในโต๊ะตกเก้าอี้ แล้วจานชามตกแตกกระจาย พวกเขาก็เลยเลิกกินเลยน่ะ"
"เอาล่ะ...นายคงสนุกกับมันพอแล้ว ทีนี้ก็ถอดออกมาซะ" ทวยะที่นิ่งฟังอยู่นาน ดูเหมือนจะไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป ก็เลยเปลี่ยนเป็นไอ้วายร้ายไปอีกแล้ว และมันก็ทำให้อัทธ์งงไปเลยทีเดียว
"อะไรของนายวะ ทวยะ?"
ทวยะไม่ตอบ แต่ดึงคออัทธ์ก้าวยาวๆ ผ่านห้องออกไปยังห้องน้ำที่ระเบียง ผมคิดว่าคงเป็นเพราะความตกใจและไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ทำให้คนร่างผอมอย่างทวยะดึงเพื่อนตัวโตกว่าไปได้อย่างง่ายดาย
"เฮ้ย! ทวยะ แกเป็นบ้าอะไรวะ?" เสียงอัทธ์โวยวายออกมาระหว่างที่ถูกดึงเข้าไปในห้องน้ำ ผมตามพวกเขาไปติดๆ เห็นทวยะจับหน้าอัทธ์หันเข้าหากระจกเหนืออ่างล้างหน้า
"แกดูหน้าแกตอนนี้สิ ภายในวันเดียว แกโทรมขนาดนี้ได้ยังไง!" ทวยะตะคอก มือยังไม่ยอมปล่อยจากคอของเพื่อน แต่เมื่ออัทธ์ได้สติแล้วก็สะบัดตัวจากมือของทวยะ
"อะไรวะ? โทรมบ้าบออะไรของแก? ฉันก็เป็นปกติของฉันนี่แหละ!" เขาบอกเสียงดัง จากนั้นก็แทบวิ่งออกจากห้องของผมเลยทีเดียว ทว่าทวยะก็ยังไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ ยังตามไปรั้งแขนเขาไว้ที่หน้าห้อง เป็นเวลาเดียวกับที่กฤตย์เปิดประตูห้องตัวเองออกมาพอดี
"มีอะไรกันวะ?" เขาถาม
"กฤตย์ นายจับมันไว้!" ทวยะออกคำสั่ง แต่คำสั่งที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนี้ จะให้คนอื่นเชื่อได้อย่างไร
กฤตย์ยังยืนนิ่งด้วยความฉงนอยู่ที่หน้าประตู แต่อัทธ์กลับถลันเข้าห้องตัวเอง พร้อมกับผลักกฤตย์เข้าไปด้วย โดยทิ้งข้อความไว้ให้ทวยะก่อนปิดประตูและลงกลอน
"ไอ้บ้าเอ้ย!"
###
ทวยะและผมกลับเข้าห้องด้วยความหมดหวัง ผมเห็นทวยะล้มตัวลงบนเตียง พลางถอนหายใจ ในขณะที่ผมนั่งลงที่เตียงตัวเอง
"ฉันว่าวิธีของนายรุนแรงไปนะ ทวยะ" ผมออกความเห็น "ทำไมนายไม่อธิบายให้มันเข้าใจล่ะ?"
ทวยะไม่ได้ตอบ แต่หันมองผมด้วยสายตาที่ดูน่ากลัวพิลึก ทันใดนั้นเอง ภาพปิศาจตัวผอมกะหร่อง แยกเขี้ยวกางเล็บโค้งยาว พร้อมดวงตาสีแดงราวลูกไฟสองดวง ก็พุ่งเข้ามาใส่หน้าผม จนผมต้องผงะหงาย พร้อมกับร้องเสียงหลง โบกมือปัดเป็นพัลวัน จากนั้นมันก็หายไป...
ผมรู้ทันทีว่ามันเป็นภาพมายาที่ทวยะสร้างขึ้นมา เพื่อแกล้งให้ผมตกใจเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่ผมว่า นี่มันเกินไปแล้วนะ
"ไอ้บ้าเอ้ย! ฉันเตือนแกดีๆ นะโว้ย"
ทวยะยังทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว ดวงตาสีดำจ้องไปที่เพดาน ก่อนจะเปิดปากพูดออกมา
"แกคิดว่ามันจะเข้าใจรึไง? แกคิดว่ามันจะเชื่อเรื่องแบบนี้ง่ายๆ เหรอ?"
"มันก็น่าจะลองดู..."
"พูดไปก็เปลืองน้ำลาย"
เขาบอกอย่างนี้ ผมก็จนคำพูด ในที่สุดผมจึงเสนออีกวิธีหนึ่ง
"แล้วทำไมนายไม่ใช้พลังของนาย ดึงหินแก้วอันนั้นออกมาเลยล่ะ? แบบตอนที่นายช่วยอชะไว้ไง"
"อย่างี่เง่าน่า...พลังของฉันบังคับให้คนทำโน่นทำนี้ไม่ได้หรอก"
"ถ้าอย่างนั้น นายก็ใช้พลังของนาย สลายพลังปิศาจในหินนั่นสิ"
"ทำไม่ได้"
"ทำไมล่ะ?"
"นายนี่มันถามมากจริงๆ"
ผมรู้แล้วว่าเขาหาเรื่องจะไม่ตอบคำถามของผมอีก เขามักจะเป็นอย่างนี้เสมอ เวลาที่ผมซักมากเข้า ดังนั้นผมจึงงัดสนธิสัญญาออกมาใช้
"ก็นายบอกเอง ว่าจะให้ฉันมีส่วนกับเรื่องนี้ทุกอย่าง นายตกลงแล้วนะ"
ทวยะหันมามองผมอีกรอบ แต่คราวนี้ผมหลับตาปี๋ จึงไม่ได้เห็นภาพมายาที่เขาสร้างขึ้น จนได้ยินคำตอบจากเขา ผมจึงค่อยลืมตาขึ้น
"ก็เพราะอัทธ์ยังใส่มันไว้อยู่ เท่ากับเขาปกป้องมันอยู่ ฉันก็เลยทำอะไรไม่ได้น่ะสิ!" เขากระแทกเสียงในตอนท้าย แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่อีกสักครู่รอยยิ้มเยือกเย็นก็ปรากฏบนใบหน้าของเขา "ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อมันอยากตาย ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงไปช่วยมัน"
คำพูดของเขาทำให้ผมต้องเสียวสันหลังวาบ...นี่เท่ากับว่า ถ้าอัทธ์ไม่ถอดหินแก้วนั้นออก ทวยะก็ไม่พยายามช่วยเขา แล้วอัทธ์ก็จะต้องถูกดูดพลังชีวิตไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงร่างไร้ชีวิตงั้นหรือ!?
###
วันต่อมา ผมพบกับอัทธ์ในห้องเรียนอีก เขาเปลี่ยนไปมากกว่าเมื่อวาน ขอบตาดำคล้ำ ดวงตาเหม่อลอย ท่าทางก็ดูเฉื่อยชา ผมคิดว่าเมื่อคืนเขาก็คงใช้พลังจากหินแก้วนั่นอีกหลายครั้งเลยทีเดียว
ระหว่างที่กำลังรอเวลาเรียน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นเขาก้มมองหินแก้วอันนั้น ยื่นมือจับมัน แล้วกระซิบอะไรบางอย่าง ผมจึงเดินตรงไปหาเขา
"อัทธ์..." ผมเรียกเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดา ไม่ได้ตะโกนหรือเข้าไปกระซิบใกล้ๆ แต่เขาถึงกับสะดุ้งเฮือกใหญ่
"อะไร? ..." เขาถาม เสียงยังสั่นด้วยความตกใจ
"ฉันมาขอโทษแทนทวยะมันน่ะ เรื่องเมื่อคืน ฉันว่าทวยะมันก็บ้าไปหน่อย" ผมบอกออกไปแบบนั้น เพื่อให้เขาไว้ใจผมมากขึ้น ผมอยากให้เขารู้ว่าผมมาดี...
เขาเงยหน้ามองผมนิดหนึ่ง มือที่จับหินแก้วอยู่กำแน่นเข้า เหมือนกลัวว่าผมจะเข้าไปกระชากมันออกมา
"ช่างมันเหอะ ว่าแต่...นายอยู่กับคนแบบนั้นได้ไงวะ? วันดีคืนดีมันจะไม่ลุกขึ้นมาฆ่านายเหรอ?"
"ไม่หรอก ความจริงมันก็เป็นคนดี มันหวังดีกับเพื่อนนะ เพียงแต่วิธีการมันไม่ค่อยเหมือนมนุษย์ซักเท่าไหร่" อันนี้ผมพูดจากใจจริง
อัทธ์รับคำแล้วก็นิ่งไป ผมเห็นว่ามือที่กำหินแก้วอยู่คลายออกนิดหน่อย แปลว่าเขาเริ่มไว้ใจผมบ้างแล้ว ดังนั้นผมจึงรุกต่อไป
"เฮ้...นายไม่คิดว่าคำพูดทวยะมันมีส่วนถูกบ้างเหรอ?"
"ถูกยังไง?"
"วันนี้นายส่องกระจกดูสภาพตัวเองรึยัง? ฉันว่านายโทรมไปเยอะนะ" รุกฆาต...
อัทธ์ดูเหมือนอึกอักเล็กน้อย เขากำหินแก้วแน่นขึ้นอีก แถมพยายามหันไปทางอื่นด้วย
"เมื่อคืนฉันนอนดึกต่างหาก นอนไม่พอมันก็โทรมอย่างนี้แหละ" อ้าว น้ำขุ่นๆ เลยนี่หว่า
"แต่ว่า มันก็น่าคิดนะ...นายรู้มั้ยล่ะ ก่อนที่นายจะซื้อมันมา มีคนเอามามันขายให้ฉันเหมือนกัน"
อัทธ์เหลือบมองหน้าผมอย่างสงสัย แต่ยังไม่ไว้ใจ จึงไม่หันมามองเต็มตา
"ฉันรู้ว่ามันเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง" ผมเล่าต่อไป "ฉันเองก็เกือบจะซื้อมันมาแล้วเหมือนกัน แต่ทวยะดึงฉันออกมาก่อน หมอนั่นบอกว่ามันอันตราย เป็นของอันตรายน่ะ ฉันเชื่อ เพราะอะไรรู้มั้ย...เพราะฉันเคยเห็นเขาส่งปิศาจตนหนึ่งลงนรกไปกับตา!"
"ส่งปิศาจลงนรกเหรอ!?" ได้ผล อัทธ์หันมาสนใจทันที "ไอ้โม้!"
อ้าว...
"ในโลกนี้มีเรื่องพันธุ์นั้นที่ไหน มีแต่ปาหี่ทั้งนั้นแหละ" อัทธ์บอกอย่างอารมณ์เสีย
ผมหรี่ตามองเขาอย่างขัดใจ คิดอยู่ว่าจะทำใจดำเหมือนทวยะ ปล่อยให้เขาตายไปโดยไม่ช่วยจะดีหรือไม่...แต่สุดท้าย เทวดาบนไหล่ขวาก็ชนะปิศาจบนไหล่ซ้าย...ทวยะไม่ช่วย ผมก็จะช่วย
ผมคิดจะเล่าเรื่องครูปานลักษมิ์ ครูประจำห้องพยาบาลในหอพักชาย ที่ทวยะเคยช่วยให้ได้พบกับวิญญาณพี่ชายของเธอให้เขาฟัง มันน่าจะโน้มน้าวให้เขาเชื่อได้ เพราะยังมีครูปานช่วยยืนยันด้วยอีกคน แต่มันมีผลกระทบต่อครูปานโดยตรงนี่สิ อย่างไรเสีย ผมก็ยังมีมารยาทพอที่จะไม่เล่าเรื่องของคนที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยไม่ได้รับอนุญาตหรอกนะ...
บางที ครูปานอาจจะช่วยพูดได้...
###
และแล้ววันนี้ก็เป็นอีกวันที่ครูนรินทร์ท้องเสียอย่างรุนแรงจนต้องงดสอน ไม่ต้องสงสัยเลย มันต้องเป็นเพราะพลังของหินแก้วนั่นแน่ๆ
ผมเดินออกจากห้องเรียนมาพร้อมกับเพื่อนๆ ตรงไปยังบันไดทางลงอาคารเรียน ระหว่างนั้นผมต้องผ่านห้องที่ทวยะเรียนอยู่ ถัดไปก็เป็นห้องของกฤตย์
ผมนึกถึงกฤตย์ขึ้นมาทันที ระหว่างนี้ ถ้าให้กฤตย์ช่วยสังเกตพฤติกรรมของเขาไว้ ให้กฤตย์คอยห้ามไม่ให้เขาใช้พลังของหินแก้วนั่น ก็อาจจะช่วยชลอไม่ให้เขาสูญเสียพลังชีวิตเร็วเกินไป
คิดได้อย่างนี้แล้วผมจึงไม่รอช้า ผมแอบไปยืนอยู่ริมประตู คอยมองหากฤตย์...แต่ดูเหมือนสวรรค์ไม่ค่อยเข้าข้างผมเลย กฤตย์มันนั่งอยู่หลังห้องริมหน้าต่างโน่น เรียกว่าตรงข้ามกับประตูที่อยู่เยื้องมาหน้าห้องเลย
ผมเดินกลับเข้าไปที่ห้องเรียนของตัวเอง ตอนนั้นเพื่อนๆ ทยอยออกจากห้องกันไปหมดแล้ว ผมจึงตรงไปที่หน้าต่าง ผลักบานหน้าต่างเปิดออก ด้านนอกนั่นมีเฉลียงแคบๆ สำหรับวางคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ ผมปีนลงไปยืนที่นั่น แล้วค่อยๆ คืบคลานผ่านห้องทวยะ ข้ามห้องไปยังห้องของกฤตย์
บางคนอาจกำลังคิดว่าผมทำอะไรเสี่ยงๆ โดยไม่จำเป็น แต่ความจริงเรื่องปีนป่ายกับผมเป็นของคู่กัน บ้านยายผมเป็นสวนผลไม้ และผมก็ปีนขึ้นต้นมะม่วงขึ้นไปเก็บผลมันอยู่เป็นประจำ
ผมมาหยุดอยู่ใต้หน้าต่างข้างที่นั่งของกฤตย์ เอื้อมมือเคาะหน้าต่างเบาๆ พอให้เขารู้แค่คนเดียว พอกฤตย์ชะโงกมองมาเห็นผม ผมก็ชี้มือไปที่ห้องเรียนของตัวเอง เป็นสัญญาณบกว่าผมจะคุยกับเขาที่นั่น
ผมคลานกลับมาที่ห้องเรียนร้างของตัวเอง ปีนหน้าต่างกลับเข้าห้อง รออยู่อีกครู่หนึ่งกฤตย์ก็เดินเข้าประตูมา...
"เฮ้...มีอะไรด่วนเหรอ? ฉันขออนุญาตครูออกมาเข้าห้องน้ำ อยู่ได้ไม่นานหรอกนะ" เขาแจง
"ฉันขอเวลาไม่นานหรอก ว่าแต่ นายเชื่อเรื่องภูตผีปิศาจมั้ย?" ผมค่อยๆ เริ่ม
"หือ!?" เขาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ "ก็...นิดหน่อยมั้ง ฉันก็กลัวผีเหมือนกันว่ะ"
"งั้นถามอีกข้อ...นายสังเกตมั้ยว่าช่วงนี้อัทธ์มันมีอะไรผิดปกติไปบ้าง?"
"ก็...พูดคนเดียว ไม่ค่อยทะเลาะกับฉัน แล้วก็ดูเหมือนผีตายซากพิลึก" เขาตอบแล้วก็ยักไหล่
"นายคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ?"
"อย่าบอกนะโว้ย ว่ามันโดนผีเข้า!"
"ก็ไม่เชิง แต่นายเชื่อฉันมั้ยล่ะ ว่ามันเกี่ยวกันอยู่?" ผมเห็นเขานิ่งไปนิดหนึ่ง ทำหน้าตื่นเหมือนถูกผีหลอก จากนั้นจึงพยักหน้าช้าๆ ผมถึงเล่าต่อ "นายเห็นหินแก้วที่อัทธ์สวมอยู่ที่คอมั้ย? นั่นน่ะ มันจะดลบันดาลให้สิ่งที่อัทธ์พูดเป็นความจริง แต่ทุกครั้งมันก็จะคอยดูดพลังชีวิตของอัทธ์ไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่รีบ อัทธ์มันก็จะเหลือแต่ร่างไร้ชีวิต"
"เฮ้ย! จะ...จริงเหรอวะ? แล้วฉันจะทำไงวะเนี่ย?"
"นายต้องคอยดูอัทธ์ อย่าให้มันพูดอะไรที่เป็นความต้องการของมัน"
"แล้วฉันไม่ต้องนั่งเฝ้ามันทั้งวันเหรอ" เขาโวยวายเล็กน้อย "นี่ฉันมีเรียนอยู่นะโว้ย แล้วเรื่องที่แกบอกก็ไม่รู้ว่าเชื่อได้รึเปล่า"
อ้าว! แก...ว่าฉันโม้อีกคนเรอะ
"งั้นนายก็เลือกเอา ระหว่างขาดเรียนไม่กี่ครั้ง กับชีวิตรูมเมทของนาย...นายอยู่กันมานานพอสมควรแล้วนี่ ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นมา ก็คงมาหานายคนแรกแหละ" ผมพูดกระตุ้นเขา พลางเดินไปที่ประตู "บอกตามตรง ฉันก็กลัวผีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นฉัน ก็คงเลือกเพื่อนมากกว่าว่ะ"
ผมเปิดประตู แล้วก้าวออกไป เพื่อปล่อยให้เขาใช้ความคิดของตัวเอง หวังว่าคำพูดกระตุ้นของผมคงมีผลอยู่บ้างละนะ
ผมรออยู่ที่ประตูครู่หนึ่ง กฤตย์ก็เดินออกมา พร้อมกับใบหน้าซีดสลด
"จริงของแก ว่าแต่ตอนนี้อัทธ์มันไปไหนแล้วล่ะ?"
"ครูนรินทร์เจอฤทธิ์หินแก้วอันนั้น ทำให้ต้องงดสอน ฉันว่านายน่าจะรู้ดีกว่าฉันว่า อัทธ์มันจะไปไหน ถ้ามันไม่มีเรียน"
"เออ ฉันรู้ ก็ฉันเป็นรูมเมทมันนี่หว่า" เขาบอก แล้วเดินรี่ลงจากอาคารเรียนไป
###
เป้าหมายต่อไปคือนางฟ้าของผมนั่นเอง...
ผมกลับไปที่หอพัก แล้วตรงไปยังห้องพยาบาลในทันที
ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าไป ครูปานลักษมิ์ที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์จ่ายยาก็เงยหน้าขึ้นหนังสือที่อ่านอยู่
"ว่าไงจ๊ะ ไทวะ? เป็นอะไรมาเหรอ?" นางฟ้าของผมถามพร้อมยิ้มหวาน เผยให้เห็นฟันเขี้ยวเล็กๆ น่ารักทั้งสองซี่
ผมปั้นหน้าเครียด เดินเข้าไปตรงหน้าครูปาน
"ผมมีเรื่องให้ครูช่วยครับ" ผมบอกออกไป
"มีอะไรเหรอ?" ครูปานเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
"มันเกี่ยวกับความเป็นตายของอัทธ์ครับ...ครูเชื่อใช่มั้ยครับว่าทวยะมีพลังพิเศษเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ?"
ครูปานพยักหน้ารับอย่างงงๆ ผมจึงเล่าเรื่องอัทธ์กับหินแก้วปิศาจอันนั้นให้เธอฟัง ไม่ต้องสงสัยเลย ครูปานเชื่ออย่างสนิทใจ เพราะเธอเองก็เคยเห็นพลังพิเศษของทวยะมาแล้วกับตา...
"ครูปานจะช่วยกล่อมให้อัทธ์มันถอดหินแก้วอันนั้นออกได้มั้ยครับ? ตอนนี้มีแต่ครูเท่านั้นที่ช่วยเขาได้นะครับ" ผมทำเสียงอ้อนวอน ซึ่งความจริงไม่จำเป็นเลย เพราะนางฟ้าของผมยินดีที่จะช่วยเหลือนักเรียนทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่อารมณ์ของผมในเวลานั้นมันพาไป
"จ๊ะ แต่ครูคงทำได้แค่ให้อัทธ์เชื่อว่าทวยะมีพลังพิเศษจริงเท่านั้นน่ะสิ"
"แค่นั้นก็เยี่ยมแล้วครับ ขอบคุณมากนะครับ"
###
ผมกับครูปานรออัทธ์อยู่ที่ใต้หอพักจนกระทั่งเย็นก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะกลับมา ผมเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย แต่คนที่แสดงความกังวลจนเห็นได้ชัดก็คือครูปาน เธอเดินวนไปวนมาจนเหมือนหนูติดจั่นเลยทีเดียว
ความจริง เวลาเย็นเช่นนี้จะต้องเป็นเวลาที่นักเรียนค่อยๆ ทยอยเข้าหอพัก แต่เย็นวันนั้นมันตรงกันข้าม...
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพื่อนๆ พี่ๆ ต่างกรูกันออกจากหอพัก ผมเห็นสภาพเช่นนั้นจึงดึงเพื่อนรุ่นเดียวกันคนหนึ่งมาถาม
"เห็นเขาบอกว่า มีเด็กจะกระโดดตึกสาม รีบไปดูเร็ว!"
ตึกสาม ก็คือ อาคารเรียนหลังที่สาม...เมื่อมีเด็กนักเรียนจะกระโดดตึกเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว ครูปานกับผมจึงรีบบึ่งไปที่เกิดเหตุทันที
เมื่อเราไปถึงที่นั่น ก็เห็น...นักเรียนมุง
ผมกับครูปานพยายามเบียดตัวฝ่าฝูงนักเรียนมุงเข้าไปใกล้อาคารเรียน และเมื่อผมเงยหน้ามองขึ้นไปที่ดาดฟ้า ก็เห็นเงาเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่ขอบกำแพง
กฤตย์!
หัวใจผมหล่นโครมลงไปกองอยู่ที่ส้นเท้าทันที หมอนั่นรับคำผมไปช่วยสังเกตและทักท้วงอัทธ์ไม่ให้ใช้พลังจากหินแก้วนั้น แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้!
ผมไม่ต้องสงสัยนาน เพราะเจ้าตัวการก็อยู่ใกล้ๆ นั้นเอง...อัทธ์นอนพังพาบหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่หน้าอาคาร โดยมีรุจยานั่งร้องไห้พร้อมกับประคองตัวเขาไว้อยู่ไม่ให้ล้มฟุบไป
ผมกับครูปานตรงเข้าไปหาพวกเขาทันที แต่ใบหน้าของอัทธ์ในตอนนั้น ทำให้ผมชะงักฝีเท้า ตัวสั่นสะท้านเพราะความตื่นตระหนก
ใบหน้าของเขา ต้องเรียกว่าเหมือนศพ ซูบและขาวซีดไร้สีเลือด เปลือกตาดำคล้ำ ดวงตาที่เบิกโพลงอยู่ลึกโหลจนเหมือนจะหลุดออกจากเบ้า ริมฝีปากก็ซีดจนเป็นสีม่วงคล้ำ!
"ครูขา...ช่วยอัทธ์กับกฤตย์ด้วยค่ะ พวกเขาเป็นอะไรกันก็ไม่รู้" รุจยาร้องพลางสะอีกสะอื้น
ครูปานเองก็ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ถูก เพราะเธอไม่พูดอะไรเลย ได้แต่เขย่าตัวอัทธ์แรงๆ ตบแก้มเขาอีกหลายทีเพื่อเรียกสติของเขา แต่มันย่อมไม่เป็นผลอยู่แล้ว เพราะอัทธ์สูญเสียพลังชีวิตให้กับหินแก้วที่คอไปหมดแล้ว
หินแก้วอันนั้น...มันยังอยู่ที่คอของเขา จุดสีฟ้าสว่างมากมายกระจายอยู่ในนั้น ทำให้สีน้ำเงินครามของหินแก้วดูสว่างตาไปด้วย จุดเหล่านั้นเคลื่อนที่ไปมาราวกับมีชีวิต...มันย่อมมีชีวิต เพราะมันคือพลังชีวิตของอัทธ์!
"รุจยา..." ผมเรียกเพื่อนสาว "เกิดอะไรขึ้น?"
"เมื่อครู่ พวกเขาทะเลาะกัน เรื่องสร้อย เรื่องพลังชีวิตอะไรก็ไม่รู้ แล้วอยู่ๆ อัทธ์ก็ล้มลง ส่วนกฤตย์ก็เดินขึ้นไปบนนั้น" เพื่อนสาวของผมเล่าพลางสะอึกสะอื้น "ฉันกลัว...ไทวะ...ฉันกลัวพวกเขาตาย!"
ตาย!
"ก่อนอัทธ์จะล้มลง มันพูดอะไร?" ผมตะคอกถาม "มันพูดอะไรรึเปล่า!?"
"ไม่รู้" เธอก้มหน้า ยิ่งร้องไห้หนัก คงตกใจเสียงผม ทว่าแวบเดียวเธอก็เงยหน้าขึ้นมาใหม่ "ไม่...เขาบอก...เขาบอกให้กฤตย์ไปตายซะ!"
นั่นไง...
ผมหันซ้ายแลขวา ในที่สุดก็พบคนที่ผมต้องการหา...ทวยะ เขายืนอยู่ในกลุ่มคน กำลังเฝ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ผมบอกไม่ถูกว่าสายตาของเขาเป็นอย่างไร มันเหมือนนิ่งเฉย แต่ก็รู้สึกเหมือนเศร้าสลด
ผมตรงไปกระชากปกเสื้อของเขาทันที
"ทวยะ...แกต้องช่วยพวกเขา แกต้องช่วยกฤตย์ มันเป็นเพื่อนแกนะโว้ย!" ผมตะคอก แต่ดูเหมือนทวยะจะไม่สะทกสะท้อนต่อคำพูดของผม เขามองหน้าผม แล้วเงยหน้ามองไปที่เพื่อนบนขอบกำแพงดาดฟ้า
"นายได้ยินแล้วใช่มั้ย?" เขากระซิบเสียงเบาจนเหมือนพูดกับตัวเอง คนอื่นในบริเวณนั้นไม่ได้ยิน แต่ผมยืนอยู่ตรงหน้าเขา ผมย่อมได้ยิน ซึ่งแน่นอน มันทำให้ผมชะงักไปด้วยความสับสน
"นายอยากเอาชนะไม่ใช่เหรอ?" เขายังกระซิบอีก ทำเอาผมต้องคลายมือจากคอเขาเพราะความงงสุดๆ
ผมเนี่ยนะ อยากเอาชนะ...
ระหว่างที่ผมกำลังจะสติแตกเพราะทวยะ เสียงกรีดร้องของนักเรียนหญิงที่มุงดูอยู่ก็ดังขึ้น ผมหันขวับ แหงนหน้ามองไปยังกฤตย์
"เฮ้ย! อย่านะ!" ผมร้องลั่น เมื่อเห็นเขาขยับเท้า ผมถลันไปยืนตรงบริเวณที่คาดว่าเขาจะตกลงมา...ความคิดโง่ๆ ของผมในตอนนั้นคือ ผมจะรอรับเขา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเขาตกลงมาตรงนั้นพอดี ก็มีแต่จะทับผมตายไปด้วยเท่านั้น
เท้าของเขาค่อยๆ พ้นออกจากขอบกำแพงแล้ว!
จังหวะที่เขากำลังจะเหยียบลงไปบนอากาศธาตุนั่นเอง ผมก็เห็นร่างของเขาผงะหงายไปข้างหลังเหมือนมีคนผลัก...
ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย...ผมหันกลับไปที่ทวยะทันที เห็นเขาเชิดหน้า ยักคิ้วให้ผมอย่างกวนประสาท
"นายช่วยกฤตย์!?" ผมโพล่งออกมาอย่างยินดี ในตอนที่วิ่งไปถึงตัวเขา ซึ่งก้าวยาวๆ ออกมาจากกลุ่มคน
"อย่าปากมาก!" เขาตะคอกใส่ผมบ้าง แล้วก็บ่นอุบอิบ ขณะก้าวตรงไปที่อัทธ์ "น่ารำคาญชะมัด"
ทันทีที่ทวยะมาถึงตัวอัทธ์ เขาก็คอเสื้อด้านหลังของเพื่อนที่ตอนนี้มีสภาพเหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง แล้วลากเข้าอาคารเรียนไปโดยไม่ยี่หระกับสายตาคนอื่นๆ รวมถึงครูปาน ที่กำลังมองเขาด้วยอย่างแตกตื่น
ไม่ต้องคิดอะไรมากอีกเช่นกัน...ผมวิ่งตามเขาเข้าไปในอาคารด้วย
ทวยะลากเขาเข้าไปในห้องเรียนห้องหนึ่ง ปล่อยเขาลงโดยไม่สนใจเลยว่านั่นคือร่างมนุษย์ แล้วเอื้อมมือกระตุกสร้อยหินแก้วออกจากคอเขามากำไว้เอาดื้อๆ
...นี่ถ้าอัทธ์มันยังมีสติดีอยู่ล่ะก็ มันคงไม่ยอมให้ทวยะทำแบบนี้ง่ายๆ
"ไทวะ...ปิดประตู" ทวยะออกคำสั่ง "ล็อกห้อง อย่าให้ใครเข้ามา แล้วก็อย่าให้ใครเห็นด้วย"
ผมไม่รีรอที่จะทำตามคำของเขา ผมไม่ใช่คนถือดีจนไม่ยอมให้ใครมาออกคำสั่ง...ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมยอมตามไม่ได้จริงๆ น่ะนะ
ผมผลักประตูปิด ลงกลอนเรียบร้อย แล้วขยับไปยืนบังช่องกระจกใสเล็กๆ แคบๆ ที่บานประตู
ทวยะแบมือออก หรี่ตามองหินแก้วในมือ
"ดูดไปซะเยอะเชียวนะแก" ไม่ต้องสงสัยเลย เขากำลังพูดกับตัวอะไรในหินนั่นแน่ๆ "ว่าไง จะออกมาดีๆ หรือให้ฉันบังคับแกออกมา?"
คำขู่ของทวยะดูเหมือนจะมีผลต่อ 'เจ้านั่น' พอสมควร เพราะมันมีแสงสีฟ้าอ่อนๆ เรืองรองขึ้นจากหินแก้ว แสงนั่นกระทบต้องใบหน้าเขา ทำให้ใบหน้านั้นดูเป็นสีฟ้า จนเหมือนไม่ใช่มนุษย์
"ยังไม่ยอมออกมาใช่มั้ย?!" เขากัดฟันกรอด รู้สึกว่าดวงตาของเขามีประกายวิบวับ แล้ว 'เจ้านั่น' ก็หลุดผึงออกมาจากหินแก้ว ราวกับถูกเตะออกมา
มันเป็นปิศาจร่างเล็ก ผอมแห้ง ผิวหนังเป็นสีฟ้าเรืองๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นเหมือนชายชรา ใบหูแหลมเรียวพับลู่ลงเหมือนหมาหงอย ศีรษะล้าน ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองไปที่รูมเมทของผมอย่างหวาดหวั่น
"แกทำให้ฉันต้องดีดแกออกมาเองนะ" ทวยะบอก ในขณะจ้องตามันกลับ ทำให้มันต้องหลบสายตา ยกมือผอมแห้งสีฟ้าที่มีเล็บยาวขึ้นบังศีรษะอย่างหวาดกลัว
"จะคืนเขาไปดีๆ มั้ย?" เพื่อนผมถามขึ้นอีกด้วยน้ำเสียงข่มขู่คุกคาม
ปิศาจร่างสีฟ้าสะดุ้งก่อนหันมองไปยังร่างซูบซีดที่ทอดนอนเบิกตาค้างอยู่บนพื้นอย่างลังเล ท่าทางของมันดูไม่เหมือนปิศาจที่มีพิษมีภัยอะไรเลย ตรงกันข้าม มันกลับดูน่าเวทนามากกว่า
"ต้องถึงมือฉันอีกหรือไง!?" เขาตะคอก มันจึงรีบพยักหน้าเลิกลั่ก กระวีกระวาดคลานเข้าไปข้างๆ อัทธ์ เอื้อมมือเหี่ยวแห้งประทับบนหน้าอกของเขา จากนั้นก็มีแสงสีฟ้าเรืองรองขึ้นที่มือของมัน สว่างขึ้น...สว่างขึ้นเรื่อยๆ แต่ผิวหนังตรงส่วนอื่นตลอดร่างกลับค่อยๆ ซีดลง...ซีดลง
แสงสีฟ้าค่อยๆ เคลื่อนจากมือของปิศาจเข้าไปในร่างของอัทธ์ ระหว่างนั้น สีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ มีสีเลือด ดวงตาลึกคล้ำก็ดูเป็นปกติ เปลือกตาที่เบิกค้างอยู่ก็ค่อยๆ ปิดลงจนสนิท
ในที่สุดปิศาจตัวสีฟ้าก็กลายเป็นปิศาจขาวซีดไปทั้งตัว หน้าตาเพื่อข้างห้องของผมก็กลายเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง
"ไทวะ...ลากมันออกไป" ทวยะสั่งอีก แต่ผมรู้สึกลังเลเล็กน้อย เพราะกลัวจะพลาดฉากสำคัญ ซึ่งทวยะก็ดูเหมือนจะรู้ใจผม จึงบอกอย่างรำคาญ "ยังไม่ถึงเวลาหรอกน่า แกลากมันออกไปก่อน แล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ อย่าให้ใครตามเข้ามาล่ะ"
ผมยินดีทำตามทันที คำพูดนี้ของเขาทำให้หัวใจผมพองโตขึ้นนิดหน่อย รู้สึกได้เป็นคนพิเศษกว่าคนอื่นๆ ที่จะได้รู้ได้เห็น ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่คนอื่นไม่มีโอกาสได้เห็นด้วย
ผมลากอัทธ์ที่ยังไม่ได้สติออกไปทิ้งไว้นอกอาคาร...ตอนนั้นที่หน้าตึกไม่มีกลุ่มนักเรียนมุงแล้ว จะเหลือก็แต่ครูปานกับรุจยา ทั้งสองคนแทบจะวิ่งเข้ามาในทันทีที่เห็นผม
"ปลอดภัยใช่มั้ย?" ครูปานถาม สีหน้าและน้ำเสียงแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ครับ" ผมตอบออกไป "เดี๋ยวผมต้องกลับไปช่วยทวยะ ฝากครูดูและอัทธ์ด้วยนะครับ"
ครูปานพยักหน้ารับ ผมจึงหันหลังกลับเข้าตึก แต่เมื่อผมเดินไปได้แค่สองก้าวก็เกิดนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปถามครูปานใหม่
"ครูปานครับ แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ?"
"ครูบอกให้กลับกันไปหมดแล้วล่ะจ๊ะ"
"พวกเขาเชื่อด้วยเหรอครับ?" ผมอดสงสัยไม่ได้ เรื่องบ้าบอพรรค์นี้ ใครบ้างจะไม่อยากรู้อยากเห็น
"ก็ครูปานเอาครูนรินทร์มาขู่น่ะสิ" รุจยาแถลงแทนครูปานที่คลี่ยิ้มออกมาอย่างเขินๆ "พอครูปานบอกว่าจะไปบอกให้ครูนริทร์มาจัดการ พวกนั้นก็เลยเผ่นกลับหอกันไปหมด" เธอหยุดหัวเราะนิดหนึ่งแล้วบอกต่อ "ไม่รู้ซะเล้ย ว่าตอนนี้ครูนริทร์นอนให้น้ำเกลืออยู่ในโรงพยาบาลโน่น" เธอว่าแล้วก็หัวเราะคิกคัก
แหงสิ...เล่นท้องเสียติดต่อกันสองวันแบบนี้ ทนได้ก็ไม่ใช่คนแล้ว
"แล้วกฤตย์ล่ะครับ?" ผมถามต่อไปอีก ไม่รู้มีคนไปเก็บซากเขาลงมาจากดาดฟ้าแล้วหรือยัง
"กฤตย์ถูกส่งไปโรงพยาบาลแล้วล่ะ เห็นบอกว่าแขนเดาะ เพราะกระแทกกับพื้นตอนล้มกลับลงไปบนดาดฟ้า" ครูปานอธิบาย
"อ๋อ...ครับ ขอบคุณนะครับ" ผมบอก แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในตึก
###
เวลา...การจะส่งปิศาจสักตนไปลงนรกมันต้องขึ้นอยู่กับเวลา เรื่องนี้ทวยะบอกกับผมในภายหลัง เขาบอกว่า ตัวเขาเองก็ไม่สามารถรู้แน่ว่าจะเป็นเมื่อไร แต่เขาจะรู้เอง...เมื่อถึง 'เวลา'
ในตอนแรกผมคิดว่าเขาจะกำหนดเองได้เสียอีก ว่าจะส่งพวกมันไปเมื่อไหร่
ผมนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง เบื่อกับการรอคอย 'เวลา' และที่เบื่อยิ่งกว่าคือ ไอ้สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์อีกสองชนิดภายในห้องนั่งนิ่งเหมือนขอนไม้ตากแห้ง ไม่พูดไม่จา ไม่กระดุกกระดิกเคลื่อนไหวเลย
...คุยกับมดที่ไต่ไปมาอยู่มุมผนังนี่ยังจะดีเสียกว่า
ผมคิดพลางนั่งนับพวกมันที่เดินกันเป็นขบวนพาเรดยาวยืดจากพื้นจนถึงขอบหน้าต่าง จากนั้นก็ผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงทวยะบอกว่า ถึง 'เวลา' แล้ว!
ไอ้วายร้ายทวยะ ยังไงก็เป็นวายร้ายอยู่วันยังค่ำ... ยังไม่ทันที่ผมจะหายงัวเงียดี เขาก็ส่งปิศาจขาวซีดลงนรกไปแล้ว
ผมได้เห็นมันแค่เป็นเงารางๆ ก่อนจะหายไป...
"เวลามันไม่รอนายหรอก" เป็นเสียงที่ทวยะบอกกลั้วหัวเราะก่อนจะเดินนำผมที่กำลัง 'งอน' ออกจาห้องไป
คิดหรือว่าผมจะยอมลดละ ยังมีอีกหลายคำถามที่ผมต้องการคำตอบ...อย่างชัดเจนด้วย!
"เอาล่ะ ฉันไม่ว่าอะไรก็ได้เรื่องที่นายต้องส่งมันไปตอนที่ฉันยังไม่ตื่นเต็มตา" ผมบอกขณะที่เดินตามเขาออกมาจากอาคาร "แต่นายต้องบอกฉัน ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย ตอนที่ฉันขอให้นายช่วยพวกเขา?"
"เกิดอะไร? พูดไม่รู้เรื่อง"
"ก็นายบอกว่า 'ได้ยินแล้วใช่มั้ย' กับ 'อยากเอาชนะไม่ใช่เหรอ' นายคงไม่ได้พูดกับฉันแน่ๆ ใช่มั้ย?" ผมพยายามรุกไล่
"เอาเถอะน่า บอกมันไปก็ไม่เห็นเป็นไรนี่" นั่นไง เอาอีกแล้ว คำพูดที่เหมือนไม่ได้พูดกับผม จากนั้นเขาจึงค่อยหันกลับมาทางผม "บอกให้ก็ได้ แต่นายอย่าตกใจล่ะ"
ผมพยักหน้ารับ...บอกตามตรง ตอนนั้นมือผมเย็นเฉียบเลย กลัวว่าเขากำลังพูดกับสิ่งลึกลับที่ผมไม่อาจมองเห็น
"ไม่เอาดีกว่า" อ้าว...กวนประสาทนี่ "ฉันจะให้นายทาย"
ผมนิ่ง ให้ทาย...ยังไงวะ?
"เอ้อ...ผี" ผมทายออกไปอย่างหวาดๆ แต่คำตอบที่ได้มา กลับเป็นเสียงหัวเราะชนิดบ้านแตกของทวยะ
"ไม่ใช่"
"ภูต"
"ก็ไม่ใช่"
"น่ากลัวมั้ย?"
"ไม่เลย เขาเหมือนฉันทุกอย่าง" ...ใครวะ?
"ใครจะไปเหมือนกันทุกอย่าง นอกจากฝาแฝดน่ะ" ผมโพล่งออกไปอย่างหงุดหงิด
"เผงเลย! นายนี่มันสุดยอดจริงๆ" เขาบอก ก่อนจะขยายความต่อไป "เขาเป็นฝาแฝดฉันน่ะแหละ เพียงแต่เราอยู่ในร่างเดียวกัน"
อ๋อ...เฮ้ย!
ทวยะคงเห็นสีหน้าแสดงความแตกตื่นจนบิดเบี้ยวของผม จึงตรงเข้ามาตบบ่าผม แล้วดันผมให้เดินไปด้วยกัน โดยไม่พูดอะไรต่ออีกเลย
ส่วนผม แม้จะมีคำถามมากมาย แต่แค่คำถามแรกก็เจอแบบนี้เข้า ผมจึงต้องหยุดให้เวลาทำใจตัวเองเสียก่อน ไม่อย่างนั้น ผมอาจจช็อคตาตั้งจนต้องส่งโรงพยาบาลไปอีกคนก็เป็นได้
####################