Half Twins # ตอน นางฟ้าอาดูร

posted on 14 Sep 2008 05:33 by nukrob  in Writing

"แมวมันเป็นสัตว์สองโลก" ทวยะบอกน้ำเสียงราบเรียบ ในตอนที่ผมชวนทวยะแว่บออกจากห้องอบรมเตรียมตัวรับเปิดเทอม เพื่อมาให้อาหารเจ้าหง่าว ลูกแมวที่ผมเลี้ยงไว้ใต้หอพักในช่วงสายของวัน

"มันอยู่ระหว่างโลกกลางวันกับโลกกลางคืน และ..." เขาหยุดนิดหนึ่ง เหมือนลังเลที่จะบอกออกมา "อยู่ระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกของคนตาย!"

ผมหยุดเล่นกับเจ้าหง่าวทันที คำพูดของเขาทำให้ผมเริ่มรู้สึกหวาดกลัวเจ้าหง่าวขึ้นมาตะหงิดๆ ...ผมลุกยืนแล้วหันมองทวยะ เรียกร้องคำปฏิเสธจากเขาด้วยสายตา และหวังว่าเขาคงจะแกล้งหลอกผมเล่นเหมือนทุกครั้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้านิ่งสงบของเขา ผมก็คิดว่าคราวนี้ เขาคงพูดจริง...

เขาอุ้มเจ้าหง่าวขึ้นมา จ้องตากับมันครู่หนึ่ง สายตาของเขาแม้จะดูอบอุ่นนุ่มนวล แต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ผมอธิบายไม่ถูก

"ไม่ใช่เจ้านี่..." เขาบอกพร้อมกับวางมันลงเบาๆ

ผมยอมรับว่าไม่เข้าใจท่าทางและคำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของเขาเลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่คิดจะถามเขาในตอนนี้ เพราะสายตาของผมเหลือบไปเห็นครูปานลักษมิ์ นางฟ้าประจำห้องพยาบาลของหอพักนักเรียนชาย เธอกำลังยืนหันหลังพิงเสาใต้อาคาร ห่างจากบริเวณที่เราอยู่ไปประมาณสิบช่วงเสา

ครูปานลักษมิ์ไม่เห็นผมกับทวยะ เพราะตอนนั้นเธอกำลังก้มหน้า ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ และท่าทางของเธอน่าจะอยู่ในอารมณ์เศร้า

"นายว่า ครูปานเป็นอะไรวะ?" ผมถามขึ้นลอยๆ ทวยะก็มองตามผม แล้วหันกลับมาตบหัวผมทีหนึ่ง

"แกนี่มันชอบยุ่งเรื่องคนอื่นเหลือเกินนะ ไทวะ" เขาตะคอก แต่พยามลดเสียงให้เบา "กลับห้องประชุมได้แล้ว!" เขาฉุดแขนผมเดินดุ่มๆ กลับไปยังอาคารเรียน

ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขา อันที่จริงผมเองก็เริ่มจะชินแล้วกับอารมณ์และบุคลิกที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา อย่างกระทันหันแบบนี้ เขาเป็นคนนิสัยชอบกล มักทำตัวแปลกแยก และแทบไม่ให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างเลย แม้แต่กับเพื่อนร่วมห้องอย่างผม เขาก็ไม่ค่อยสุงสิงด้วย จะมาสนใจผมบ้างก็คงเป็นช่วงที่เขาหาเรื่องแกล้งผมด้วยวิธีต่างๆ นานา เช่นหยุดเวลาของผม เพื่อให้ผมไปไม่ทันทำกิจกรรมตามที่รุ่นพี่นัด จนถูกรุ่นพี่ทำโทษ หรือไม่ก็แกล้งสร้างมิติลวงตาที่นอกประตูห้อง เพื่อให้ผมตกใจเวลาที่เปิดประตูออกไป...

อย่างที่ผมบอก เขาเป็นพวกมีอำนาจพิเศษ อาจจะเป็นพวกพ่อมดหมอผี...ผมเดาเอาว่าเขาเป็นพวกนั้น ก็เพราะผมเคยเห็นมากับตา ว่าเขาส่งผีหุ่นแบบในห้องศิลปะกลับบ้านเก่าของมัน

ถึงนิสัยของเขาจะแปรปรวน ไม่น่าคบ แถมยังยุ่งเกี่ยวกับเรื่องน่าสยดสยองต่างๆ ผมก็ยังทนอยู่กับเขามาได้ ทั้งที่ผมเองก็เป็นคนขวัญอ่อน มันอาจจะเป็นเพราะนิสัยอย่างหนึ่งของผม คือขี้สงสัย อยากรู้ไปเสียหมด อย่างที่ทวยะบอกว่าผมชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นนั่นแหละ

และเพราะนิสัยแบบนี้แหล่ะ จึงทำให้ผมกลับมาที่หอพักอีกครั้งในตอนเที่ยง เนื่องจากผมสังเกตุว่าทวยะหายไปจากห้องประชุมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ผมคิดเอาเองว่าเขาอาจจะกลับมาดูเจ้าหง่าว ผมจึงกลับมาที่ใต้หอพัก แล้วเรียกหาเจ้าหง่าว...

ผมแปลกใจมาก เมื่อเจ้าหง่าวไม่โผล่มาตามที่ผมเรียก ทั้งที่โดยปกติแล้วมันจะรีบวิ่งมาทันทีที่ได้ยินเสียงผม...บางที มันอาจจะถูกทวยะอุ้มไปเล่นที่อื่น จึงไม่ได้ยินเสียงผมก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคิดว่ามันแปลก เพราะอีกครึ่งวันให้หลัง ผมก็ยังไม่เห็นทวยะกลับมาที่ห้องประชุมเลย จนกระทั่งเลิกอบรม

ผมกลับไปที่หอพักในตอนเย็น คิดว่าทวยะอาจจะกลับไปที่ห้องแล้ว แต่เมื่อผมเปิดประตูห้องเข้าไปก็เห็นแต่กระเป๋าสะพายซึ่งใส่เอกสารประกอบการ อบรมของเขา ถูกโยนไว้บนเตียง ส่วนตัวเขากลับไม่อยู่

บางทีเขาอาจจะมีธุระ...ผมคิด แล้วจึงโยนกระเป๋าไว้ในห้อง จากนั้นก็ลงไปที่ใต้ตึกอีกครั้ง เพื่อไปหาเจ้าหง่าว

ผมเริ่มร้อนใจ เมื่อผมลงไปที่ใต้ตึกแล้วไม่พบเจ้าหง่าว ผมลองเรียกหามันอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีวี่แววของมัน ผมคิดไปต่างๆ นานา กลัวว่ามันจะไปเจออะไรเข้า มันอาจจะถูกสัตว์พิษกัด เพราะต้นไม้แถวนั้นรกอย่างกับป่า

ผมเดินหามันจนทั่วตึก รวมทั้งบริเวณรอบๆ หอพัก พอกลับมาที่ใต้ตึกอีกครั้ง ก็สองทุ่มเศษแล้ว ฟ้ามืดจนน่ากลัว บรรยากาศก็วังเวงจนน่าขนลุก...

ตอนนั้นเอง ผมได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากหลังพุ่มไม้ใหญ่ด้านหลังตึก ไม่ต้องสงสัยเลย มันทำให้ผมตื่นตระหนกจนเหงื่อชุ่มมือ ในขณะที่รู้สึกเย็นวาบตลอดแนวสันหลัง!

ผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่นั่น ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน เพราะผมกลัวว่าเสียงขยับตัวจะทำให้ใครหรืออะไรที่หลังพุ่มไม้นั้นรู้ว่าผม อยู่ตรงนี้

"พี่จริงๆ ด้วย นี่หนูไม่ได้ฝันใช่มั้ยคะ?"

ผมรู้สึกว่าเสียงนั้นฟังดูคุ้นหู เป็นเสียงหวานๆ ของครูปานลักษมิ์นั่นเอง...

เมื่อผมรู้ว่าเสียงนั่นคือครูนางฟ้า ความรู้สึกหวาดกลัวก็มลายหายไปราวปลิดทิ้ง เพียงแต่เสียงนั้นฟังดูแปร่งพร่า ราวกับกำลังสะอื้น

"ใช่...พี่เอง...พี่มาหาหนูปานแล้ว" เสียงชายคนหนึ่งตอบไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู

ผมรู้สึกสงสัยว่าชายคนนั้นเป็นใคร แล้วทำไมนางฟ้าของผมจึงต้องร้องไห้ ดังนั้นผมจึงย่องเข้าไปใกล้ ค่อยๆ แหวกพุ่มไม้มองดู แล้วก็เห็นเธอกำลังยืนคุยกับชายคนหนึ่งจริงๆ

ชายคนนั้นร่างสูงใหญ่ ไว้ผมรองทรง ผมไม่เห็นหน้าชายคนนั้น เพราะเขากำลังยืนหันหลังให้ผม แต่ที่ทำให้ผมแตกตื่นจนขวัญหนีก็คือ...เขาไม่มีเท้า!

เขากำลังยืนอยู่ แต่ไม่เห็นเท้า...

ไม่ใช่ว่าขากางเกงของเขายาวลงมาปิดเท้า ผมเองก็ไม่ได้ตาฝาด และไม่ได้คิดไปเอง เขาไม่มีเท้าจริงๆ ตั้งแต่ศรีษะ ลำตัวของเขาปรากฏชัดเจน ทว่าตั้งแต่ส่วนขาลงมาดูเลือนรางไปเรื่อยๆ จนหายไป ตำแหน่งที่น่าจะเห็นเท้าของเขา กลับกลายเป็นพื้นหญ้าโล่งๆ ราวกับตัวของเขากำลังลอยอยู่!

วิญญาณ...ผมตระหนักได้ทันทีว่านั่นต้องเป็นวิญญาณแน่ๆ ตอนนั้นผมตกใจมากจนเกือบจะร้องออกมา ทว่าก่อนที่ผมจะส่งเสียงใดๆ ก็มีมือผอมเรียวข้างหนึ่งชิงอุดปากผมไว้เสียก่อน...

"ชูว์..." เสียงปรามให้ผมเงียบดังอยู่ข้างหู เมื่อผมเหลือบมองข้างตัว จึงเห็นว่าเขาคือทวยะ ที่หายไปครึ่งค่อนวันนั่นเอง

มือของทวยะยังปิดปากผมไว้อยู่ แต่สายตาของเขา จ้องเขม็งไปที่ครูปานลักษมิ์กับวิญญาณดวงนั้น มันทำให้ผมคลายใจ และรู้สึกปลอดภัยขึ้น ผมเชื่อว่าเขาต้องสามารถจัดการกับวิญญาณดวงนั้นได้แบบเดียวกับที่จัดการกับ ปิศาจในห้องศิลปะแน่ๆ

"พี่ขา หนูคิดถึงพี่เหลือเกิน" ครูปานลักษมิ์ยิ้มกว้างอย่างยินดีทั้งที่สองข้างแก้มยังเปรอะคราบน้ำตาอยู่ เธอเอื้อมมือไปหมายจะคว้าแขนเขา ทว่าสิ่งที่เธอคว้าได้มีเพียงอากาศธาตุ...

ครูปานหยุดชะงัก สีหน้าของเธอดูผิดหวังและเศร้าสร้อยอย่างน่าสงสาร

"พี่ตายไปแล้ว หนูปาน..." วิญญาณดวงนั้นบอกเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล และเศร้าสร้อยไม่แพ้กัน

จบคำของพี่ชาย น้ำตาก็ทะลักจากดวงตาน้อยๆ ราวกับทำนบทลาย เธอทรุดลงอย่างหมดแรง สะอึกสะอื้นจนตัวสั่นเทา พี่ชายของเธอเองก็ไม่สามารถเข้าไปปลอบโยนเธอได้ ผมเห็นเขาก้มศีรษะ ไหล่ห่อจนตัวลีบ คิดว่าเขาก็คงปวดร้าวไม่แพ้กัน...

เมื่อมผมเห็นพวกเขาอยู่ในสภาพนั้นแล้ว ก็ทำให้ความคิดที่อยากให้ทวยะส่งวิญญาณดวงนั้นกลับที่ของเขาหมดไปจากสมองผม กลายเป็นว่าผมอยากให้เขาอยู่ที่นี่ อยู่กับครูปานลักษมิ์ตลอดไปมากกว่า

พวกเขาอยู่ในสภาพนั้นชั่วครู่หนึ่ง แต่สำหรับพวกเขามันคงราวกับยาวนานเป็นปี เพราะแม้แต่ตัวผมเองยังรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน

"หนูขอโทษค่ะพี่...หนูขอโทษ..." ครูปานร้อง เสียงสั่น น้ำตายังหลั่งไหลไม่ขาดสาย

"ไม่ใช่ความผิดของหนูปาน มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครผิดทั้งนั้น"

"แต่...ถ้าวันนั้นพี่ไม่ไปส่งหนูที่สนามบิน พี่ก็คงไม่..."

"ไม่ใช่หรอก วันนั้นมันเป็นเวลาของพี่ เป็นเวลาที่พี่จะต้องไป ถึงพี่ไม่ไปส่งหนู พี่ก็ต้องเจออุบัติเหตุอย่างอื่นอยู่ดี"

"แต่ว่า..."

"หนูปาน...ถ้าหนูมัวแต่โทษตัวเองกับอดีตที่แก้ไขไม่ได้แบบนี้ แล้วหนูจะอยู่อย่างมีความสุขได้ยังไง..." เขาหยุดนิดหนึ่ง แล้วจึงพูดต่อ "นี่แหล่ะ ที่พี่อยากจะบอกหนู พี่เห็นหนูร้องไห้เพราะพี่ทุกคืน พี่อยู่ทางโน้น จะมีความสุขได้ยังไง"

ผมเพิ่งรู้ว่าครูปานเองก็มีความทุกข์สาหัสขนาดนี้ ทุกวันผมเห็นครูปานที่ห้องพยาบาล ดูแลนักเรียนที่ไม่สบาย หรือได้รับบาดเจ็บมาด้วยรอยยิ้ม และยังให้คำปรึกษากับเด็กที่มีปัญหาด้านความเป็นอยู่ที่นี่อีก

"ใช่แล้วครับครูปาน..." ทวยะโผล่พรวดออกไประหว่างการสนทนาของสองพี่น้อง ผมก็ก้าวตามออกไปด้วย พวกเขาจึงหันมามอง ตอนนั้นเองผมจึงได้เห็นหน้าตาพี่ชายของครูปาน

จะว่าไป เขาก็หน้าตาคล้ายๆ ครูปาน คือดูมีเชื้อจีน แล้วก็ท่าทางเป็นผู้ใหญ่ใจดี

"คนที่โน่น จะคอยมองคนที่เขารัก ไม่ว่าเราจะสุขหรือทุกข์ เขาก็จะรับรู้ด้วย" ทวยะเสริมต่อ

พี่ชายของครูปานพยักหน้าให้กับทวยะ แล้วหันไปมองน้องสาว ครูปานค่อยๆ ยืดตัวยืนขึ้น เธอปาดเช็ดน้ำตาที่แก้ม สูดลมหายใจลึกๆ ทีหนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมามองพี่ชาย

"ค่ะ...พี่" เธอบอกพร้อมกับรอยยิ้ม

พี่ชายครูปานยิ้มพลางยื่นมือออกไปลูบศีรษะน้องสาว แม้ว่าจะไม่สามารถสื่อสัมผัสทางกายได้ แต่ผมเชื่อว่า สัมผัสทางใจระหว่างพวกเขา จะต้องอบอุ่นเป็นที่สุดแน่ๆ ...

เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ระหว่างนั้น รอบตัวพวกเราถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัด และหมอกบางๆ แห่งความรักของพี่น้องอีกชั้นหนึ่ง

"ขอโทษครับ" เสียงทวยะดังขึ้นทำลายความเงียบ "ผมคงต้องบอกว่า ถึงเวลาแล้วครับ"

ผมรู้สึกได้ทันทีว่าสีหน้าของพวกเขาซีดสลดไป โดยเฉพาะพี่ชายของครูปาน

"พี่ต้องกลับแล้วนะ" เขาบอกเสียงค่อย

"แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ยคะ?"

คำถามของครูปานทำให้พี่ชายต้องหันมามองทวยะ เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไร จึงก้มหน้าลง แล้วส่ายหน้าอย่างทอดอาลัย

"ปกติประตูระหว่างสองโลกจะเปิดเพื่อรับคนตายเท่านั้นครับ...นี่เป็นกรณีพิเศษ" ทวยะอธิบาย

ทุกคนเงียบกันไปอีกพักหนึ่ง จากนั้นครูปานจึงตัดสินใจพูดขึ้น

"ไม่เป็นไรค่ะ ถึงเราจะไม่เจอกัน แต่หนูรู้ว่าพี่มองหนูอยู่..." เสียงครูปานสั่นเล็กน้อยในตอนท้ายประโยค น้ำตาเริ่มไหลลงมาอีก แต่รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเธอ

"ถ้าอย่างนั้น หนูต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ"

"ค่ะ..." ครูปานอยุดสูดลมหายใจลึกๆ "ลาก่อนค่ะ พี่ชาย"

พวกเขามองหน้ากัน ยิ้มให้แก่กัน ในขณะที่ร่างของพี่ชายค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ และเลือนหายไป

ทว่าที่นั่น ในตำแหน่งที่เขายืนอยู่เมื่อครู่กลับปรากฏเงาสีขาวคล้ายก้อนสำลีขนาดประมาณ ฝ่ามือขึ้นแทนที่ เงานั้นค่อยๆ เข้มขึ้น และชัดเจนขึ้นจนเป็นรูปเป็นร่าง กลายเป็นเจ้าหง่าวนอนหมอบตัวกลมอยู่นั่นเอง

"เจ้าหง่าว!" ผมร้องด้วยความดีใจที่ได้เจอมันอีกครั้ง แต่เมื่อฉุกคิดได้ว่ามันปรากฏ ณ จุดเดียวกันเป็นที่พี่ชายของครูปานหายไป แปลว่ามันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ๆ ผมเกิดกลัวขึ้นมา จึงไม่กล้าเข้าไปอุ้มมัน

คนที่ยื่นมือไปอุ้มมันแทนผมก็คือครูปาน เธออุ้มมันไว้แนบอก แนบแก้มลงกับขนนุ่มๆ ของมัน

"ขอบใจนะ เจ้าหง่าว" เธอบอกเบาๆ เจ้าหง่าวก็ตอบรับด้วยเสียงร้องครั้งหนึ่ง แล้วหลับตาพริ้มลงอย่างมีความสุขเมื่อครูปานเกาคางให้มัน

"ครูปาน!"

เมื่อเทพบุตรจากไป ซาตานก็โผล่มา...

"ครูนรินทร์ มีอะไรหรือคะ?"

"เปล่าครับ พอดีผมเดินตรวจแถวนี้อยู่ แล้วได้ยินเสียง ก็เลยเดินมาดู ครูปานมาทำอะไรตรงนี้ครับเนี่ย? เอ๊ะ! นั่นร้องไห้ด้วยนี่ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ? หรือว่าเด็กพวกนี้มันทำอะไร?"

อ้าว! ...ใส่ความกันเห็นๆ

"เปล่าค่ะ ไม่ใช่นะคะ ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ เอ่อ...ฉันกลับห้องดีกว่า" เธอบอก แล้วจึงหันมาทางผมกับทวยะ

"พวกเธอก็ควรกลับห้องตัวเองได้แล้วนะ แล้วก็...ขอบใจมากนะจ๊ะ"

###

"พี่ชายครูปานเสียชีวิตเมื่อครึ่งปีก่อน สาเหตุก็เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังจากขับรถไปส่งครูปานที่สนามบิน เพื่อไปเรียนต่อ"

ทวยะตอบคำถามของผม เมื่อเรากลับเข้ามาที่ห้องกันแล้ว

"แล้ว...เจ้าหง่าวไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ?"

"ฉันให้มันช่วยนำทาง พาพี่ชายของครูปานกลับมา เพราะสายตาของมันมองเห็นได้ดีในความืด"

"แปลว่ามันก็คือ แมวสองโลกอย่างที่นายบอกเมื่อเช้าน่ะสิ?"

"ไม่ใช่ แมวที่อยู่ระหว่างสองโลกจะเปิดประตู เพื่อนำพาวิญญาณไปยังโลกของคนตายได้ แต่เจ้าหง่าวทำแบบนั้นไม่ได้ มันเป็นแค่แมวธรรมดา"

ผมรู้สึกโล่งอกที่ได้ยินคำยืนยันของเขาแบบนี้

"แล้วนี่ ใครเป็นคนเปิดประตูนั่นล่ะ?"

"ฉันเอง"

"ถ้าอย่างนั้น นายก็น่าจะเปิดประตูให้พวกเขาพบกันอีกได้นี่นะ"

"ประตูมันไม่ได้เปิดกันง่ายๆ นะโว้ย" ผมเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์ของเขาเปลี่ยนไปอีกแล้ว เพราะน้ำเสียงของเขา ฟังดูหงุดหงิดและกวนประสาท...

"เอ่อ..."

"เลิกยุ่งเรื่องชาวบ้าน แล้วนอนซะที!" เขาตวาดกลับมา โดยที่ผมยังไม่ทันได้พูดอะไร

ผมล้มตัวลงนอน ทั้งที่ในใจยังมีปริศนาอีกหลายอย่าง ที่ผมอยากรู้มากที่สุดก็คือ เจ้าหง่าวไปเห็นอะไรมาบ้าง...ที่โลกนั้น

####################

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet