Half Twins # ตอน หุ่นแบบในห้องศิลปะ
posted on 21 Jul 2008 04:38 by nukrob in Writingความจริงเรื่องนี้คนเขียนต้องการเขียนเล่นๆ เพื่อตอบสนองความบ๊องและความเพ้อของตัวเอง ดังนั้นจึงพยายามเขียนออกมาเป็นตอนสั้นๆ ให้มันจบในตอน บางตอนก็บ้า บางตอนก็เครียด แล้วแต่อารมณ์ของคนเขียน เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดมากนิ
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
ตอน หุ่นแบบในห้องศิลปะ
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาพัวพันกับเรื่องลี้ลับ...เอ้อ...ผม หมายถึงเรื่องลึกลับหาคำตอบไม่ได้แบบในหนังอะไรทำนองนั้นน่ะ จนกระทั่งผมมาเริ่มชีวิตมัธยมปลายในโรงเรียนประจำที่ค่อนข้างห่างไกลจากแสง สีและความวุ่นวายของตัวเมือง ที่ซึ่งผมได้รู้จักกับรูมเมทนิสัยประหลาดคนหนึ่ง...
ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน รูมเมทขอบผมคนนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกประทับใจจนไม่อยากเจอเขาอีกเลย...ทำไมน่ะ หรือ? เพราะเขาเป็นคนที่...ไม่น่าคบที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมาก็ว่าได้
วันนั้นเป็นวันแรกของชีวิตเด็กหอในโรงเรียนมัธยมปลาย และผมจะต้องไปรายงานตัวที่ลานใต้หอพักก่อนสิบโมงเช้า โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนนานาชาติ ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณกิโลเมตรเศษ ดังนั้นหลังจากลงจากรถไฟแล้ว ผมจึงต้องเดินต่ออีกระยะหนึ่ง ระหว่างที่ผมเดินผ่านริมรั้วของหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งโดยมีเป้เดินทางใบ ใหญ่สะพายอยู่บนหลัง ผมก็ได้ยินเสียงร้องเล็กๆ ของลูกแมวดังอยู่เหนือศีรษะ
เมื่อผมเงยขึ้น มองไปตามเสียง ก็เห็นลูกแมวสีขาวขนสั้นตัวหนึ่ง กำลังหมอบอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ข้างรั้ว สูงขึ้นไปประมาณสามสี่เมตร มันชะเง้อมองลงมา นัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวและสีเหลืองอำพันของมันทอแววอ้อนวอน พลางส่งเสียงเมี้ยวๆ เล็กๆ ขอความช่วยเหลือ ท่าทางมันน่าสงสารจริงๆ แล้วผมก็เป็นคนขี้สงสารเสียด้วยสิ อีกอย่าง ตอนนั้นก็เพิ่งจะเก้าโมงเศษๆ ยังมีเวลาให้ผมเถลไถลได้อีกหน่อย ผมจึงตัดสินใจปลดสัมภาระลงจากกลางหลัง แล้วปีนขึ้นไปช่วยเจ้าเหมียวตัวนั้น
การปีนต้นไม้สำหรับผมไม่ใช่เรื่องยาก เพราะผมมีประสบการณ์ขำนาญพอสมควร เนื่องจากที่บ้านย่าของผมเป็นสวนผลไม้ เพียงแต่หลังจากคว้าตัวลูกแมวเหมียวไว้ได้แล้ว มือซ้ายของผมก็ไม่ว่าง เพราะต้องประคับประคองมันลงจากต้นไม้ให้ได้อย่างปลอดภัย ผมจึงเหลือมือขวาข้างเดียวกอดลำต้นไว้อยู่
ระหว่างที่ผมกำลังคิดว่าจะเอาอย่างไรดีนั้น สายตาผมก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายอายุพอๆ กับผมกำลังเดินผ่านมา ผมจึงร้องเรียกเขา
"เอ้อ...ขอโทษนะครับ"
ได้ผล เขาหยุด และหันมองมาที่ผม...น่าแปลก สายตาของเขาดูเย็นชาจนไร้ความรู้สึก แค่มองมาเฉยๆ ก็ทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว แทบปล่อยมือตกจากต้นไม้แล้ว
"ช่วยรับลูกแมวตัวนี้ไว้หน่อยนะครับ ผมจะได้ปีนลงไป"
ผมบอก พลางยื่นส่งลูกแมวให้ ทว่าเขากลับยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เมื่อมองเข้าไปในดวงตาตาสีดำสนิทของเขาแล้ว ผมก็รู้สึกราวกับได้ยินคำสมน้ำหน้าลั่นอึงอลอยู่ในโสตประสาท จากนั้นเขาก็เชิดหน้า ลากกระเป๋าเดินทางของตัวเอง ออกเดินต่อไปโดยไม่สนใจหันกลับมามองผมอีกเลย
นี่แหละ การพบกันครั้งแรกของเรา น่าประทับใจดีไหมล่ะ? ...ให้ตายสิ! วันนั้นกว่าผมจะลงมาได้น่ะ เล่นเอาแทบแย่ ได้แผลถลอกปอกเปิกอีกไม่ใช่น้อย แต่ผมลงมาได้อย่างไรนั้น อย่าให้ผมเล่าเลยดีกว่า
ยัง...ความโชคร้ายของผมยังไม่หมดเพียงเท่านั้นหรอก เพราะหลังจากที่ผมส่งลูกแมวลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัย และฉวยสัมภาระที่วางทิ้งไว้ขึ้นสะพาย เตรียมจะวิ่งไปที่โรงเรียน มันก็กลับส่งเสียงเมี้ยวๆ แถมเดินตามผมมาอีก ดูท่าตั้งใจจะให้ผมรับอุปการะจริงๆ ผมจึงต้องอุ้มมันไปด้วย ทั้งที่ในใจยังหวั่นๆ อยู่ว่า ทางหอพักจะไม่อนุญาตให้ผมเลี้ยงมัน
ผมไปถึงหอพักด้วยอาการกระหืดกระหอบ โชคดีที่หอพักชายของโรงเรียนนั้นหาไม่อยากเท่าใดนัก จากประตูโรงเรียน เดินเข้าไปจนถึงอาคารเรียนหลังที่สาม แล้วเลี้ยวซ้ายตรงมาเรื่อยๆ ก็ถึงแล้ว
เพียงแต่เมื่อผมมาถึงลานกว้างใต้อาคารหอพักก็ไม่มีใครอยู่แล้ว...ให้ตาย เถอะ! ลานโล่งๆ จุคนได้เป็นร้อยๆ ตอนนี้กลับมีแต่ผมยืนบื้ออยู่คนเดียว
ทว่าหลังจากยืนอึ้งไปได้สักพัก ผมก็เห็นกองโต๊ะเก้าอี้วางเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ทางซ้าย ใกล้ๆ กันก็เป็นบอร์ดแปะประกาศสีเขียวขนาดใหญ่พอสมควรสองสามบอร์ดวางซ้อนกันอยู่ บนบอร์ดแปะกระดาษเอสี่สีขาวเรียงเป็นพรืด ผมจึงเดินเข้าไปดู บนบอร์ดแรกแปะชาร์ทลำดับการเข้ารายงานตัวไว้ เขียนว่าให้หาชื่อและหมายเลขห้องของตัวเองบนบอร์ดถัดไป แล้วจึงไปรายงานตัวที่โต๊ะหมายเลขหนึ่ง
ผมยืนมองข้อความในกระดาษเหล่านั้นอยู่พักหนึ่ง คิดไปคิดมาแล้ว จะอย่างไรก็ตาม ผมควรต้องหาห้องของตัวเองให้เจอก่อน ดังนั้นผมจึงวางเป้สัมภาระกับเจ้าแมวเหมียวลง แล้วเบียดตัวแทรกเข้าไประหว่างช่องว่างของบอร์ดแรกและบอร์ดที่สอง จากนั้นก็พยายามไล่นิ้วหาชื่อของตัวเอง
"ไทวะ!" เสียงทุ้มแฝงอำนาจน่าเกรงขามกระแทกใส่แก้วหูขวาของผม "นั่นนายไทวะใช่มั้ย?" เสียงนั้นถามขึ้น เมื่อผมหันมองไปตามเสียง ก็พบกับชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบเศษ สูงยาวเข่าดี ผิวเกรียมแดดนิดๆ หน้าตากระเดียดไปทางแขก คาดว่าคงเป็นครูท่านหนึ่งของที่นี่
"คะ...ครับ" ผมตอบรับตะกุกตะกัก
"แล้วทำไมมาเอาป่านนี้ ไม่รู้จักเวล่ำเวลาหรือเราน่ะ? แน่ะ แล้วเข้าไปทำอะไรตรงนั้น ยังไม่ออกมาอีก?" คำถามที่ผมอธิบายไม่รู้จะอธิบายอย่างไร พ่นออกมาจากปากของเขาราวน้ำไหลจากก๊อกรั่ว
ผมค่อยๆ เบียดตัวกลับออกมา พลางเดินกุมมือก้มหน้าเข้าไปยืนตรงหน้าเขา ไม่รู้จะตอบคำถามเหล่านั้นอย่างไรดี ความจริงก็คือผมยังรู้สึกงงอยู่น่ะ เขาถามราวกับผมมาสายไปสักสามชั่วโมงอย่างนั้นแหละ
"เอ้อ..." ผมก้มมองนาฬิกาข้อมือระบบดิจิตอลของตัวเอง มันบอกเวลาสิบโมงยี่สิบนาที "ขอโทษที่มาสายไปยี่สิบนาทีครับ" ผมตอบไปอย่างนั้น เพื่อเน้นย้ำให้เขารู้ว่าผมไม่ได้มาสายมากมายอะไร อย่างที่น้ำเสียงของเขาบอก
"ยี่สิบนาทีบ้าบออะไรหา!? นี่มันปาไปบ่ายโมงกว่าแล้ว!"
"หา! ..." ผมยืนนิ่งอ้าปากค้างไปประมาณสองวินาที เมื่อครูคนเดิมชี้ให้ผมดูที่นาฬิกาข้อมือของเขา...มันเป็นเวลาบ่ายโมงยี่สิบนาทีจริงๆ
อะไรกัน! เป็นไปไม่ได้!? ...จำได้ว่าตอนที่ช่วยเจ้าลูกแมวลงมา มันเพิ่งจะเก้าโมงห้าสิบสี่นาทีเท่านั้น และผมก็ไม่น่าจะใช้เวลาเกินครึ่งชั่วโมงในการเดินทางต่อมาถึงที่นี่ แต่ทำไมตอนนี้มันถึงกลายเป็นบ่ายโมงยี่สิบนาทีไปได้!
"ครูนเรศคะ อย่าไปดุเด็กเลยค่ะ" เสียงหวานหูดังมาจากทางด้านหลัง ชวนให้ผมหันขวับไปทางต้นเสียงทันที เจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวสวยน่ารักแบบหมวยๆ ดูไปแล้วอายุไม่น่าจะเกินสามสิบ ดีไม่ดีอาจจะไม่ถึงยี่สิบห้าด้วยซ้ำ เธอยิ้มมาที่ผมอย่างอ่อนหวาน เผยให้เห็นฟันเขี้ยวสองซี่เล็กๆ น่ารัก
"เพิ่งมาเป็นวันแรก คงไปหลงทางอยู่ที่ไหนล่ะสิ?" เธอถามผม แต่ก็เหมือนจงใจจะให้ผมตอบว่า 'ใช่' ผมจึงพยักหน้าให้นิดหนี่ง
"โถ...งั้นก็คงจะเหนื่อยแย่ ขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องก่อนดีกว่านะจ๊ะ" เธอว่า พลางหันไปมองครูนเรศที่ยืนนิ่งอยู่
"แกอยู่ห้องไหนคะ?" เธอถามพร้อมรอยยิ้ม ครูนเรศกระแอมเล็กน้อยก่อนจะตอบ
"หกศูนย์เก้าครับครูปาน"
"ชั้นหก ห้องเก้าจ๊ะ" เธอแจกแจง ผมพยักหน้านิดหนึ่ง กล่าวขอบคุณ แล้วหันซ้ายหันขวามองหาทางขึ้นอาคารซึ่งทั้งทางด้านซ้ายและขวามือของผมก็ ลิฟท์และบันไดทางขึ้นอาคารอยู่แต่ดูท่าทางขึ้นอาคารด้านซ้ายจะอยู่ใกล้กว่า ผมจึงแบกกระเป๋าเป้เดินไปทางด้านนั้น ส่วนในมือซ้ายยังมีลูกแมวอีกตัวหนึ่ง
"นายไทวะ!" เสียงทุ้มหนักแน่นราวฟ้าร้องยามฝนคะนองเรียกผมอีกครั้ง "ห้ามเอาสัตว์เลี้ยงขึ้นตึก!"
อ๊ะ! ...แย่ล่ะสิ
"เอามาฝากไว้กับครูก่อนก็ได้จ๊ะ" หญิงสาวคนเดิมบอก เธอแทนตัวเองว่า 'ครู' ผมจึงเดาเอาว่าเธอก็คงจะเป็นครูอีกท่านหนึ่งเช่นกัน
ผมมองเจ้าลูกแมวในมือ เห็นมันมองมาด้วยดวงตาอ้อนวอน แต่ก็ต้องตัดใจยื่นส่งให้เธอ "ถ้าอย่างนั้นรบกวน ฝากดูแลมันด้วยนะครับ"
"จ๊ะ" เธอตอบ พลางรับลูกแมวไว้ "แล้วอย่าลืมมาให้อาหารมันล่ะ" ผมพยักหน้า กล่าวขอบคุณอีกครั้งพร้อมกับยิ้มให้เธอ จากนั้นจึงหันเดินไปทางบันได ได้ยินเสียงมันร้อง `เมี้ยว' เบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนที่ผมจะแทรกตัวเข้าลิฟท์ไป
ผมกดลิฟท์ขึ้นไปยังชั้นหก เมื่ออกจากลิฟท์ก็มองซ้ายมองขวาหาห้องหมายเลขเก้า ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายทางด้านซ้ายของลิฟท์
ที่หน้าห้องนั้นผมเห็นรองเท้าอยู่สองคู่ คู่หนึ่งเป็นรองเท้าผ้าใบดำคาดขาว อีกคู่หนึ่งเป็นรองเท้าแตะ ผมจึงคิดว่ารูมเมทของผมคงอยู่ในห้อง ผมเคาะประตูห้องตามมารยาท แล้วหยุดยืนรอให้เขามาเปิดประตู
ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก ผมก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ โชยออกมาวูบหนึ่ง มันทำให้ผมรู้สึกตัวเบาอย่างประหลาด ราวกับล่องลอยอยู่เหนือปุยเมฆบนฟ้าคราม แต่แล้วผมก็ต้องยืนอึ้ง อ้าปากตาค้างอยู่ที่หน้าห้องนั้นเอง...ก็เพราะคนที่มาเปิดประตูให้ผม มันเป็นไอ้บ้าที่ไม่ยอมช่วยผมอุ้มลูกแมว แถมยังยิ้มเยาะผมเมื่อเช้านี้
"อะ...ไอ้..." ผมพยายามสรรหาคำมาต่อว่าเขาเรื่องเมื่อเช้า ทว่าจะอย่างไรก็พูดไม่ออก
"เข้ามาสิ" เขาบอกเสียงเรียบ...ไม่เพียงแค่น้ำเสียง ใบหน้าของเขายังไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เขาทำท่าเหมือนไม่เคยเห็นผมมาก่อน...
แต่น่าแปลกที่คำพูดอันแสนราบเรียบของเขากลับทำให้ผมใจเย็นลงอย่างเหลือเชื่อ ผมก้าวตามเข้าไปในห้องแต่โดยดี
"เอ้อ..." ผมนึกสรรหาคำพูดมาทักทายรูมเมทใหม่ของผม แล้วอาจจะเลยไปพูดถึงเรื่องเมื่อเช้าด้วย
"จะนอนเตียงไหนก็เลือกเอา" เขาชิงตัดบทเอาดื้อๆ จากนั้นจึงเดินตรงไปยังประตูไม้ฝั่งตรงข้าม ซึ่งจะเชื่อมออกไปยังระเบียงด้านนอก เขาเอื้อมมือขวาออกจับลูกบิดประตู
"เมื่อเช้า...ขอโทษนะ" เขาบอกห้วนๆ แล้วก็บิดลูกบิด เปิดประตูเดินออกไป โดยไม่ได้หันกลับมามองสภาพอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจถึงขั้นช็อคของผม...
ประตูแง้มปิดลงช้าๆ เมื่อมันปิดสนิท ผมจึงค่อยรู้สึกตัว หุบปาก แล้วหันกลับมามองสภาพรอบห้อง
ห้องของผมเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านขวามือเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียงวางหันหัวไปทางทิศตะวันออก ส่วนชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับอ่านหนังสือสองชุด วางอยู่ตรงกลางระหว่างเตียง และยังมีตู้อีกคู่หนึ่งพิงผนังข้างประตูที่รูมเมทของผมเพิ่งเดินออกไป ส่วนห้องน้ำนั้น อยู่นอกระเบียงนั่นเอง
สายตาของผมในตอนนี้เหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางสีดำขนาดไม่ใหญ่ไม่โต เท่าใดวางอยู่ริมผนังข้างโต๊ะเขียนหนังสือ มันเป็นของรูมเมทผมเอง ผมจำได้เพราะเพิ่งเห็นมันเมื่อเช้านี้ กระเป๋ายังดูตุงๆ แสดงว่าข้าวของที่อัดแน่นอยู่ข้างในยังไม่ได้ถูกรื้อออกมาจัด
ผมปลดกระเป๋าเป้ลงจากบ่าตัวเอง โยนลงบนเตียงหลังที่อยู่ติดกับประตูทางเข้า จากนั้นก็ล้มตัวนอนแผ่บนเตียง คิดสงสัยอยู่ว่าผมจะอยู่ร่วมกับรูมเมทคนนี้ได้รอดตลอดปีหรือเปล่า แต่จากคำขอโทษของเขาเมื่อครู่ ก็ทำให้ผมคิดไปว่า ความจริงเขาก็คงไม่ได้เลวร้ายนักหรอก
ขณะที่ผมกำลังคิดฟุ้งซ่านวนไปเวียนมาอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงของเขา ราวกับกำลังซุบซิบอะไรกับใครบางคนอยู่ แต่เบามากจนจับความไม่ได้ เมื่อผมเงี่ยหูตั้งใจจะฟังให้ชัดๆ เขาก็เงียบเสียงไปแล้ว จากนั้นก็ได้ยินเสียงลูกบิดประตู เขาเปิดประตูเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง
ผมพยายามมองลอดช่องว่างระหว่างลำตัวเขากับกรอบประตู เพื่อดูว่าเขาคุยกับใคร แต่ก็ไม่เห็นมีใครอยู่ด้านนอก บางที...คนคนนั้นอาจจะเข้าห้องน้ำอยู่ก็ได้ แต่...ทำไมผมไม่ได้ยินเสียงน้ำ หรือได้ยินว่ามีเสียงอะไรจากในห้องน้ำเลย?
ผมสะกดกลั้นความสงสัยของตัวเองไว้ ไม่โพล่งถามออกไป ส่วนรูมเมทของผม เมื่อเข้ามาแล้วก็มาฉวยเอากระเป๋าของตัวเองไปโดยไม่พูดไม่จาอะไรเลย เขาวางกระเป๋าไว้ข้างเตียงอีกหลังหนึ่ง ส่วนตัวเองนั่งลงบนเตียง แล้วเริ่มต้นรื้อข้าวของออกจากกระเป๋าทีละชิ้น
ระหว่างนั้นเขาไม่พูดอะไรกับผมเลย ไม่แม้แต่จะมองผมด้วยซ้ำ ทำอย่างกับว่าไม่มีผมอยู่ในห้องอย่างนั้นแหล่ะ แบบนี้น่ะหรือ เรียกว่าไม่เลวร้าย? ที่ผมบอกไปเมื่อครู่นี้ ผมถอนคำพูดก็แล้วกัน
เอาล่ะ...ในเมื่อเขาไม่พูดไม่คุยกับผม ผมก็จะเงียบบ้าง ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน ระหว่างผมกับเขา ใครจะอดทนได้นานกว่ากัน...แต่ผมไม่แนะนำให้ใครเอาอย่างผมนะ เพราะมันอึดอัดจนบรรยายไม่ถูกเลยทีเดียว
ผมอดชำเลืองมองสีหน้าท่าทางของเขาบ้างไม่ได้ จะว่าไปเขาก็ไม่ได้อัปลักษณ์อะไร จัดได้ว่าหน้าตาดีเลยเสียด้วย ส่วนสูงก็น่าจะไล่เลี่ยกับผม แต่รูปร่างเขาออกจะผมแห้งไปสักหน่อย มือที่กำลังหยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋านั้นซูบเรียวเสียจนเห็นเส้นเลือดสี เขียวขึ้นปูดโปน
ผมรู้สึกว่าเวลาในช่วงนั้นผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน และบางทีผมก็คงต้องยอมรับว่าขีดจำกัดความอดทนของผมค่อนข้างต่ำ ผมทนกับความบ้าเงียบนี่ได้ไม่นาน ในที่สุดก็ต้องหาเรื่องคุยกับเขาจนได้
ผมผุดลุกขึ้นนั่ง จบนิ้วทั้งสิบ มองดูเขาครู่หนึ่ง แล้วก็โพล่งขึ้นมา
"ฉันชื่อไทวะ นายล่ะ?"
เขาเงยหน้ามองผมนิดหนึ่ง เวลานั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีตัวตนอยู่ที่นั่น จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลง หยิบเอาเสื้อยืดสีดำตัวหนึ่งสวมเข้ากับไม้แขวน
"ทวยะ" เขาตอบออกมาหลังจากผ่านไปอึดใจหนึ่ง รู้สึกเหมือนการจะพูดออกมาแต่ละคำสำหรับเขานั้นยากเหลือเกิน
"ทวยะ..." ผมทวนคำอย่างครุ่นคิด รู้สึกว่าชื่อนี้แปลกดี แต่ระหว่างที่ผมกำลังคิดจะถามความหมายในชื่อของเขา เพื่อต่อบทสนทนา เขาก็กลับเปลี่ยนหัวเรื่องไปเสีย
"เย็นนี้รุ่นพี่นัดให้รวมกันข้างล่างตอนหกโมงเย็น" เขาบอกห้วนๆ
"นัดทำอะไรเหรอ?" ผมถาม พลางมองตามเขาที่กำลังหอบเสื้อผ้าไปแขวนในตู้ซึ่งวางอยู่ด้านใน
"กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนใหม่" เขาบอกเสียงเรียบ
"อ๋อ...รับน้อง" ผมบอก พลางฉวยกระเป๋าตัวเองออกมารื้อบ้าง
"ช่วงสัปดาห์แรกนี้ยังไม่มีเรียน ให้ทำกิจกรรมกับรุ่นพี่เพื่อปรับตัวกันก่อน" เขาให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ผมรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างผมกับเขาเริ่มแคบเข้ามาแล้ว แต่ผมรู้สึอย่างนั้นได้ไม่นาน เพราะพอคุยกันไปอีกสักพัก จนดูเหมือนผมได้รับข้อมูลเกี่ยวกับหอพักซึ่งผมพลาดไปในช่วงเช้าจนครบถ้วน แล้ว เขาก็ปล่อยให้ผมจมอยู่ในความเงียบอีก
เวลาผ่านไปช้าๆ และกว่าเราจะเก็บของกันเสร็จก็เริ่มเย็นแล้ว หลังจากที่ทวยะเก็บกระเป๋าเดินทางของตัวเอง ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เขาพกมา ใส่เข้าตู้เรียบร้อย เขาก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไร
ผมมองตามเขาไปด้วยความสงสัย หนึ่ง...เขาจะไปไหน? ไปทำอะไร? สอง...เขาจะกลับมาเมื่อไหร่? และที่สำคัญ จะกลับมาทันเวลานัดหรือ ในเมื่อนี่ก็ใกล้จะได้เวลาแล้ว?
คำถามข้อสุดท้ายนั้นไม่ยากเลย และผมก็ได้คำตอบหลังจากนั้นเพียงไม่นาน เมื่อผมรอเขาอยู่ที่ห้องจนกระทั่งหกโมงสิบนาที เห็นว่าเขาไม่มา จึงลงไปรวมกลุ่มกับเพื่อนใหม่ที่ลานกว้างใต้ตึก แต่ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่เห็นเขา...
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะมีอย่างอื่นที่ดึงเอาความสนใจของผมไปจนหมด นั่นก็คือเรื่องเล่าที่รุ่นพี่เล่าต่อกันมา มันเป็นเรื่องลึกลับเกี่ยวกับหุ่นแบบในห้องศิลปะ ซึ่งเคยมีคนแอบไปเห็นในตอนกลางคืน ว่ามันไม่ได้วางอยู่ที่เดิม และท่าทางของหุ่นก็เปลี่ยนไป แต่พอกลับเข้ามาดูใหม่ในรุ่งเช้า มันก็กลับมาตั้งอยู่ในที่ของมัน อยู่ในท่าทางเดิม ราวกับไม่เคยเคลื่อนไปไหน!
###
ผมกลับเข้ามาที่ห้องของตัวเองอีกครั้งในเวลาสี่ทุ่มเศษ ด้วยความรู้สึกหลอนๆ กับเรื่องที่เพิ่งฟังมา และเมื่อผมเปิดประตูห้องเข้าไปก็พบรูมเมทมนูษยสัมพันธ์เสื่อม กำลังนอนแอ้งแม้งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงของเขา
ทันทีที่เห็นผม เขาก็ทักขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"ไง...ไทวะ"
ผมอึ้งไปสองวินาที ก่อนจะปิดประตูห้องแล้วตอบเขาออกไป
"ก็...ดี..." ผมตอบ พลางเดินเข้าไปที่ตู้เสื้อผ้า "ทำไมนายไม่ลงไปด้วยกันล่ะ?"
เขากระแอมทีหนึ่งก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้ม
"เอ้อ...ไม่ชอบน่ะ...ไร้สาระ"
ไร้สาระหรือ...ผมคิด...นี่เขากำลังบอกว่า ผมเพิ่งจะไปทำเรื่องไร้สาระงั้นสิ...ผมไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของเขาเท่าไหร่ จะให้บอกตามตรงก็คือ ไม่ชอบเอามากๆ แต่ผมก็ไม่อยากต่อความยาว ผมจึงฉวยเสื้อผ้าจากตู้แล้วออกไปอาบน้ำ
ผมกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ในชุดเสื้อยืดกางเกงเลขาสามส่วน เส้นผมเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ ทวยะยังคงนอนอ่านหนังสือในท่าเดิม หนังสือที่เขาอ่านเป็นหนังสือปกสีดำไม่มีลาย มีเพียงชื่อเรื่องที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีแดงว่า 'บุตรแห่งซาตาน ตำนานและความเชื่อ'
หมอนี่มีรสนิยมแบบนี้เองน่ะหรือ...ผมคิด ในขณะที่สายตายังจ้องมองอยู่ที่หนังสือในมือเขา
"สนใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?" เขาถามออกมาโดยที่ใบหน้ายังถูกหนังสือเล่มนั้นบังไว้อยู่
"เอ้อ...เปล่า..." ผมตอบ "ก็แค่รู้สึกว่ามันเป็นหนังสือไร้สาระน่ะ" ผมเหน็บเขากลับไปบ้าง เพื่อตอบโต้ที่เมื่อครู่เขาว่าผมทำเรื่องไร้สาระ
ได้ผล...เขาลดหนังสือลงทันที ดวงตาของเขาที่มองมาราวกับเป็นสายฟ้าฟาดใส่กลางศีรษะผม จนทำให้ผมต้องทำลอยหน้าลอยตาเพื่อหลบสายตาเขา แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเขาหัวเราะออกมา
"ฮะ ฮะ...ไร้สาระ...จริงสิ มันดูเป็นหนังสือไร้สาระจริงๆ นั่นแหละ นี่แปลว่านายไม่กลัวเรื่องลี้ลับที่พิสูจน์ไม่ได้งั้นสิ?"
"เรื่องลี้ลับหรือ? ..." ผมทวนคำ ความจริงผมเป็นคนกลัวเรื่องพวกนี้อย่างมากเลยทีเดียว แต่ถ้าผมตอบไปตามตรง ก็จะกลายเป็นว่าผมกลืนน้ำลายตัวเอง เป็นคนไร้สาระไป
"ไม่...คือ...ฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้น่ะ" ผมตอบ
"อ๋อ...อย่างนั้นหรือ?" เขาพูดยิ้มๆ พลางลุกขึ้นนั่ง "แล้วถ้าฉันบอกนายว่า ฉันเชื่อเรื่องพวกนี้สนิทใจ เพราะฉันเคยเจอมากับตัวล่ะ? ฉันมีอำนาจพิเศษ สามารถเห็นวิญญาณ ภูตผีปิศาจได้ด้วยนะ"
"อย่าบ้าน่า..." ผมร้อง "เรื่องแบบนี้มีแต่หลอกลวงเท่านั้นแหล่ะ" ผมทำเป็นปากดี แต่ความจริง ขนทั่วร่างผมแอบลุกซู่เลยทีเดียว
ทวยะยังคงยิ้มอยู่ แต่ในรอยยิ้มของเขาแฝงเลศนัยอย่างบอกไม่ถูก เขาวางศอกไว้บนเข่า มือก็ยกขึ้นท้าวคาง พร้อมกับหรี่ตามองมาที่ผม
"นายคงไม่รู้สินะ ว่าด้านหลังนายน่ะ มีวิญญาณเด็กผู้หญิงอายุห้าขวบติดตามมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว!"
ผมถึงกับสะดุ้งสุดตัว กระโดดขึ้นไปบนเตียงทวยะ ทั้งพยายามเบียดตัวหลบอยู่ด้านหลังของเขา
ปฏิกิริยาของผมทำให้ทวยะระเบิดเสียงหัวเราะเสียดังลั่น ถ้าจะให้ผมอธิบายความรู้สึกของผมในตอนนั้น คงต้องบอกว่าแทบมุดพื้นหนีเลยทีเดียว
###
ให้ตายสิ...เรื่องหลอนชวนผวาพวกนี้มันทำเอาผมแทบนอนไม่หลับ กว่าจะหลับลงก็เล่นเอาเกือบฟ้าสาง ทว่าผมเพิ่งหลับไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีรุ่นพี่มาเคาะประตูเรียกน้องใหม่ไปรวมตัวกันที่ลานใต้หอพัก คราวนี้ทวยะหลบไม่ได้อีก เขาจึงต้องลงไปพร้อมกับผม
ความจริง เช้านี้ผมรู้สึกแปลกใจมากที่ทวยะกลับกลายเป็นไอ้บ้าเงียบไปอีก แต่เนื่องจากผมถูกจับแยกกลุ่มกับทวยะในระหว่างที่ทำกิจกรรมนันทนาการ ผมจึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
ตกดึก หลังจากที่ผมปลีกตัวมาให้อาหารลูกแมวที่ผมฝากไว้กับครูปาน รุ่นพี่เรียกให้กลับเข้ากลุ่มอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขาจัดให้มีกิจกรรมพิสูจน์ความกล้าในห้องศิลปะ ห้องซึ่งผมเพิ่งได้ยินเรื่องหุ่นแบบมาเมื่อวานนี้ โดยรุ่นพี่จะคัดเลือกน้องใหม่สองคนเข้าไปในห้องนั้น โดยไม่ให้เปิดไฟภายในห้องแม้แต่ดวงเดียว
โชคไม่ดีเป็นของผม ที่ดันจับได้ไม้สั้น แถมยังโชคไม่ดีซ้ำซ้อนกันเข้าไปอีก เมื่ออีกคนที่จับได้ไม้สั้นคือทวยะ สีหน้าของเขายังคงนิ่งเฉย เมื่อรู้ว่าจะต้องเข้าไปพิสูจน์ความกล้าพร้อมกับผม แน่สิ...ก็เมื่อวานเขาไม่ได้อยู่ฟังเรื่องหุ่นแบบในห้องนั้นนี่นะ เขาจึงไม่รู้สึกอะไร ส่วนผมนั้นหรือ อย่าให้บอกเลยดีกว่า เอาเป็นว่าหัวใจผมเต้นไม่เป็นส่ำเลยทีเดียว
ผมกับทวยะมายืนอยู่หน้าประตูห้องศิลปะ ซึ่งเป็นห้องที่กินพื้นที่ชั้นล่างสุดของอาคารเรียนหลังที่สามทั้งหมด ทันทีที่ประตูเปิดออก ผมก็รู้สึกเย็นวาบที่กลางหลังขึ้นมาทันที ภายในห้องมีแต่ความมืดมิด เห็นวัตถุภายในห้องเป็นเพียงเงาตะคุ่มเลือนราง
ทวยะก้าวเข้าไปก่อน ฝีเท้าของเขาหนักแน่นมั่นคง ท่าทางเขาสงบนิ่งอย่างบอกไม่ถูก สายตาของเขากวาดมองไปในความมืดราวกับต้องการสำรวจอะไรบางอย่าง ผมก้าวตามทวยะเข้าไปติดๆ แม้ว่าสายตาผมจะยังไม่คุ้นชินกับความมืดก็ตาม นั่นเป็นเพราะผมเกรงว่าตัวเองจะทิ้งระยะห่างจากเขามากเกินไปจนทำให้เป็นเป้า โจมตีของอะไรก็ตามที่ผมจินตนาการว่ามันมีอยู่
ผมก้มหน้าก้มตาเดินตามเขา ลึกเข้าไปเรื่อยๆ รู้สึกได้ว่ามีความตึงเครียดเขม็งเกลียวขึ้นในทุกก้าวย่างที่เราเดิน ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะความกลัวจนแทบบ้าของผมเองก็ได้...ผมยอมรับว่าตอนนั้น มือผมสั่น ผมจึงคิดจะคว้าแขนของทวยะไว้เพื่อความอุ่นใจ ทว่าเวลานั้นเอง เขากลับหยุดฝีเท้าลงเสียเฉยๆ
ผมเงยหน้ามองเขา ตอนนั้นสายตาผมคุ้นเคยกับความมืดบ้างแล้ว จึงพอเห็นว่าเขาหันมองไปยังช่องว่างที่อยู่ระหว่างเสาห้องกับตู้เก็บอุปกรณ์ ผมมองตามเขา แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกใหญ่ ตรงนั้นมีหุ่นแบบขนาดเต็มตัวอยู่ตัวหนึ่ง จากเงาที่เห็นดูเหมือนเป็นหุ่นเทพเจ้ากรีกเพศชาย ซึ่งความจริงซอกมุมแบบนั้นไม่น่าจะเป็นที่วางหุ่นขนาดใหญ่แบบนั้นเลย นั่นทำให้ผมผวา คิดเอาว่ามันอาจจะเป็นหุ่นที่รุ่นพี่พูดถึงเมื่อคืนก็เป็นได้ เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว ผมจึงรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นทันที แต่ฝ่ามือกลับมีเหงื่อซึมจนเปียกชุ่ม
ทวยะยืนจ้องไปที่หุ่นตัวนั้น ท่าทางของเขายังคงสงบนิ่ง ในขณะที่ผมได้แต่ยืนก้มหน้าก้มตา หลบอยู่ด้านหลัง ครู่ต่อมา ทวยะจึงค่อยสาวเท้าเดินต่อ
เราเดินกันมาจนถึงประตูทางออกอีกฝั่งหนึ่งของห้อง ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของอาคารเรียน เมื่อประตูเปิดออก และได้เห็นแสงไฟจากภายนอกอีกครั้ง ผมก็ถอนหายใจเฮือก รู้สึกโล่งอกและดีใจที่ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นอย่างที่ผมจินตนาการไว้ ผมเร่งฝีเท้าปรี่นำหน้าทวยะออกไปทันที
ทวยะยังคงรักษาฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงไว้เป็นอย่างดี จนกระทั่งเดินออกมาจากห้อง ผมเห็นเขาหันกลับมองเข้าไปในห้องอันมืดมิดอีกครั้ง ก่อนประตูจะปิดลง...
###
ผมต้องบอกว่าคืนนั้นเป็นคืนสุดเลวร้ายของผมจริงๆ หลังจากที่กิจกรรมชวนสยองจบลงเมื่อเวลาประมาณสี่ทุ่ม ผมและทวยะกลับมาที่ห้อง อาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเข้านอนโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมายนัก...แต่ผมกลับนอนไม่หลับเลย จนกระทั่งได้ยินเสียงทวยะลุกขึ้นมาในตอนดึก ผมแกล้งทำเป็นหลับเพื่อแอบดูว่าเขาจะทำอะไรต่อไป ผมเห็นเขาดูนาฬิกาบนโต๊ะของตัวเอง แล้วคว้าของบางอย่าง ก่อนจะย่องออกจากห้องด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ เมื่อเขาออกไปแล้ว ผมจึงลุกเดินตามเขาออกไป
ผมติดตามเขาอยู่ห่างๆ จนกระทั่งเห็นเขาเดินหายเข้าไปในห้องศิลปะ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมต้องรู้สึกเย็นวาบที่กลางหลัง ความกลัวกับความสงสัยของผมกำลังทะเลาะกันอยู่ในสมอง เรื่องของหุ่นแบบที่ได้ฟังมายังสร้างมโนภาพอันน่าหวาดหวั่น แต่ความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับตัวทวยะก็ทำให้ผมติดตามมาจนถึงที่นี่ แล้วจะให้ผมเลิกล้มไปได้อย่างไร...
ในที่สุดก็มีสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจได้ นั่นก็คือเสียงอันน่าสงสารของชายแก่ที่ดังมาจากข้างใน...
"อย่า! อย่า พ่อหนุ่ม! อย่าทำอะไรฉันเลย...ปล่อยฉันไปเถิด..."
'พ่อหนุ่ม' ที่เขาพูดถึงจะต้องเป็นทวยะอย่างแน่นอน...ผมคิดอย่างนั้น แต่ทวยะไปทำอะไรคุณลุงที่น่าสงสารนั้น
"นี่...เดี่ยวสิพ่อหนุ่ม เธอจะไปไหน กลับมาปล่อยฉันก่อน...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย..."
ผมเดาเอาจากเสียงร้องของคุณลุงว่า ทวยะคงผละจากเขาไปแล้ว ผมใช้เวลาทำใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเบาๆ...ในความมืดผมยังคงได้ยินเสียงคุณลุงคนนั้น ร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าสงสาร
ผมค่อยๆ คลำทางไปตามเสียง อาศัยว่าพอจะจำตำแหน่งที่เคยเดินผ่านมาพร้อมกับทวยะเมื่อตอนหัวค่ำได้ ผมค่อยๆ เดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงจุดที่ทวยะเคยหยุดยืน และจ้องมองไปยังช่องว่างระหว่างเสากับตู้เก็บอุปกรณ์...
"อ้า! ...พ่อหนุ่ม!"
ผมหันมองไปตามเสียง ก็พบชายแก่คนหนึ่งถูกจับมัดนั่งอยู่กับพื้น ร่างกายท่อนบนของเขาเปล่าเปลือย มีเพียงผ้าผืนหนึ่งพันปกปิดร่างกายท่อนล่างเอาไว้
"พ่อหนุ่ม พ่อเทพบุตร...ช่วยฉันด้วยเถิด...แก้มัดให้ฉันที..." เขาร้องโพล่งออกมาด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยความใจอ่อนเป็นทุน ผมจึงเดินเข้าไป และช่วยแก้มัดให้เขาโดยไม่ลังเล
"ทำไมคุณลุงถึงถูกมัดไว้อย่างนี้ล่ะครับ?" ผมถาม ขณะที่กำลังพยายามแก้ปมเชือกด้วยความทุลักทุเล เพราะบริเวณนั้นเป็นช่องว่างที่ทั้งแคบทั้งมืด
"เอ้อ...ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน...เพื่อนของเธอคนนั้น อยู่ดีๆ ก็เข้ามา แล้วจับลุงมัดไว้นี่แหละ"
ผมพยักหน้ารับรู้ ขณะเดียวกันปมเชือกก็ค่อยๆ คลายออก ผมออกแรงดึงเล็กน้อย ข้อศอกจึงไปกระแทกถูกตู้เก็บอุปกรณ์ที่อยู่ด้านหลัง มันไม่ได้ทำให้ผมเจ็บปวดอะไรมาก แต่มันกระตุ้นให้ผมฉุกคิดได้ถึงสิ่งที่ผมลืมเลือนไป...หุ่นแบบ!
กว่าผมจะนึกขึ้นได้ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว! ชายแก่นั้นดิ้นหลุดจากพันธนาการ เขาคว้าข้อมือของผม มืออีกข้างก็คว้าคอของผมไว้อย่างรวดเร็ว!
ตอนนั้นเองที่ลำแสงลำหนึ่งฉายเข้าตาของผมอย่างจัง ทำให้ผมต้องหลับตาแน่น
"ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้เลย ไอ้ผีนรก!" ผมจำเสียงกวนประสาทนั้นได้...ทวยะ!
"ปล่อยให้โง่เรอะ..." เสียงแหลมเสียดแก้วหูดังอยู่ข้างๆ ผมเอง "ถ้าฉันปล่อย แกก็จะจัดการกับฉันน่ะสิ...อีกอย่าง ฉันมาที่นี่ก็เพื่อสิ่งนี้...เนื้อเด็ก!"
ผมค่อยๆ ลืมตาเหลือบมองไปที่ชายแก่ซึ่งกำลังบีบคอผมอยู่ แสงไฟจากกระบอกไฟฉายในมือทวยะทำให้ผมเห็นโฉมหน้าของเขาชัดตา...เขาไม่ใช่ชาย แก่ แต่เป็นปิศาจหน้าตาน่าเกลียด เนื้อตัวเหี่ยวย่น ศีรษะล้าน ใบหูยาวและเรียวแหลม
ทวยะเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาแกว่งกระบอกไฟฉายไปๆ มาๆ ที่หน้าผม ทำให้ผมแสบตาเล่น
"แกคิดว่าจับไอ้ตัวยุ่นี่ไว้แล้วฉันจะทำอะไรแกไม่ได้งั้นเหรอ? ...แกคิดผิดแล้ว..." เขาว่า แล้วก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู "ใกล้จะได้เวลาแล้วสิ"
เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ดับไฟฉายลง แล้วผมก็คิดว่าผมเห็นประกายบางอย่างสว่างวาบขึ้นในดวงตาคู่ดำสนิทของทวยะ เขายกมือขวาขึ้นดีดนิ้วทีหนึ่ง จากนั้น...
"ว๊าก! ..."
เสียงหวีดร้องบาดหูดังขึ้น พร้อมกับร่างของปิศาจที่อยู่ๆ ก็หายวับไปจากข้างตัวผมอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่เมื่อครู่ คอผมยังอยู่ในมือของมันอยู่เลย
"ทวยะ!" ผมโผเข้าไปหาเขาเพื่อจะขอบคุณที่เขาช่วยผมไว้ ทว่ามันกลับเป็นการเสนอหน้าให้เขาชกอย่างถนัดถนี่ จนผมต้องล้มลงไปกองกับพื้น
"เฮ้! นี่มันอะไรกันน่ะ?" ผมร้องถาม รู้สึกปวดแปลบที่แก้มซ้าย ราวกับฟันจะหักไปทั้งแถบ
"ก็แล้วแกทำอะไรลงไปล่ะ?!" เขาย้อนถามกลับ
ผมก้มหน้าลง พอจะรู้ความผิดของตัวเองอยู่ ก็เพราะผมดันไปปล่อยปิศาจที่เขาอุตส่าห์จับไว้น่ะสิ
"แกเกือบตายไปแล้วนะ รู้มั้ย?!" เขาตะคอกใส่ผมอีก
"ขอโทษ..." ผมบอกเสียงเบา แต่ยังไม่กล้าเงยหน้าไปสบตาเขา
"ช่างเหอะ นายก็อย่ามายุ่งเรื่องของฉันอีกก็แล้วกัน" เขาว่า พลางเริ่มสาวเท้าก้าวออกจากบริเวณนั้น ผมก็รีบลุกเดินตามไปเงียบๆ
###
"เอ่อ...นี่...นายว่า ไอ้ปิศาจนั่นมันใช่หุ่นแบบที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังเมื่อคืนรึเปล่า?" ผมตัดสินใจถามทำลายความเงียบ ในระหว่างที่ผมกับทวยะเดินกลับมาที่หอด้วยกัน
"ฉันไม่เคยฟังเรื่องที่รุ่นพี่เล่า" เขาตอบ "แต่ฉันจะบอกให้รู้ไว้ ถ้ามันมาอยู่ที่นี่จนเป็นเรื่องเล่าได้แบบนั้นล่ะก็ โรงเรียนนี้กลายโรงเรียนร้างไปแล้ว!"
"ทำไมล่ะ?"
"นายไม่ได้ยินเหรอ? มันกินเนื้อเด็กน่ะ"
คำตอบของเขาทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นทันที ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนคำถามที่ทำให้ผมสบายใจขึ้น
"แล้วมัน...มันหายไปไหนแล้วล่ะ?"
"ฉันส่งมันลงนรกไปแล้ว" เขาตอบเสียงห้วน
"นรก?" ผมทวนคำ
"มันเป็นปิศาจในนรก มันก็ต้องกลับไปอยู่ในนรกน่ะสิ"
"เอ่อ...ที่ฉันสงสัยก็คือ ทำไมนายถึงส่งมันไปลงนรกได้ล่ะ? นายมีพลัง มีอำนาจพิเศษอะไรอย่างที่นายบอกจริงๆ น่ะเหรอ?"
เขาหยุดเท้านิดหนึ่ง หันมามองผมด้วยสายตาแสดงความรำคาญอย่างที่สุด
"แล้วนายอยากจะรู้ไปทำไมวะ? เขาตวาด พลางสาวเท้าเดินนำลิ่วออกไป ปล่อยให้ผมวิ่งตามด้วยหวาดผวา ว่าจะมีใครอีกคนตามผมมาหรือเปล่า? ...
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%